เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนบนตั้งแต่จังหวัดชุมพรขึ้นมามีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไปมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ประชาชนบริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นที่พัดเข้าหาฝั่ง ส่วนชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออก ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้

สำหรับประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็นในตอนเช้า ในตอนกลางวันท้องฟ้าโปร่งเป็นส่วนมากและมีแสงแดดจัด โดยพื้นราบในภาคเหนือและ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอุณหภูมิต่ำสุด 16-21 องศาเซลเซียส ส่วนยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 4-15 องศาเซลเซียส กับมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากอากาศที่หนาวเย็นไว้ด้วย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

เมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 28 - 30 พ.ย. 62 พื้นราบบริเวณประเทศไทยตอนบน มีอากาศเย็นและมีหมอกบางในตอนเช้า โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศเย็นมากกว่าภาคอื่นๆ ส่วนบริเวณยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด และ

ในช่วงวันที่ 1 - 3 ธ.ค. 62 บริเวณประเทศไทยตอนบน อากาศหนาวเย็นลง โดยเฉพาะทางภาคตะวันออกเฉียงเหนืออุณหภูมิจะลดลงอีก 2-5 องศาเซลเซียส

สำหรับภาคใต้ในช่วงวันที่ 28 พ.ย. - 3 ธ.ค. 62 มีฝนตกต่อเนื่องกับมีฝนตกหนักถึงฝนตกหนักมากบางแห่งโดยเฉพาะตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป ส่วนคลื่นลมในอ่าวไทยตอนล่างมีคลื่นสูง 2-3 เมตร


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 28 พ.ย. - 3 ธ.ค. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป ระมัดระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสม และฝนตกหนัก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก สำหรับชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง ในระยะนี้ไว้ด้วย ส่วนประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากอากาศที่หนาวเย็นและระมัดระวังในการสัญจรบริเวณที่มีหมอกไว้ด้วย



*********************************************************************************************************************************************************



ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "ฝนตกหนักภาคใต้และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2562)" ฉบับที่ 20 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562

คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนบนตั้งแต่จังหวัดชุมพรขึ้นมามีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไปมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ประชาชนบริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นที่พัดเข้าหาฝั่ง ส่วนชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2562

สำหรับภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ในช่วงวันที่ 28-30 พฤศจิกายน 2562 ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากได้

โดยผลกระทบฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ มีดังนี้


ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 มีฝนตกหนักบางพื้นที่: จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส


ในช่วงวันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2562

มีฝนตกหนักบางพื้นที่: จังหวัดตรัง กระบี่ และสตูล

มีฝนตกหนักมากบางพื้นที่: จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

ทั้งนี้เนื่องจากความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงอีกระลอกจากประเทศจีนจะแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น และคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างมีกำลังแรง

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sat1.jpg (91.4 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast2.jpg (211.5 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (101.5 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Bangkok Rain.jpg (223.8 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


เฮ! พบเต่ามะเฟืองตัวใหม่ วางไข่ พังงา "วราวุธ" สั่ง ทช.ดูแลใกล้ชิด

เฮ! พบเต่ามะเฟืองตัวใหม่ วางไข่ชายหาดบ่อดาน ด้าน "วราวุธ ศิลปอาชา" รมว.ทส. ชื่นชมชาวประมง สั่งการ ทช.ดูแลใกล้ชิด ขอพี่น้องประชาชนหากพบเห็นช่วยแจ้งเจ้าหน้าที่



จากกรณีพบเต่ามะเฟืองขึ้นวางไข่บริเวณหาดท้ายเหมือง เมื่อช่วงสัปดาห์ก่อน โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันย้ายไข่เต่ามะเฟืองไปฟักและอนุบาลในบริเวณพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติเขาลำปี?หาดท้ายเหมือง พร้อมติดกล้องวงจรปิด ถ่ายทอดผ่านเว็บไซต์ตลอด 24 ชั่วโมง

วันที่ 27 พ.ย.กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้รับรายงานว่า พบเต่ามะเฟืองขึ้นวางไข่บริเวณชายหาดบ่อดาน อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ทันทีที่ได้รับรายงานว่า มีการพบเต่ามะเฟืองตัวใหม่ขึ้นวางไข่บริเวณชายหาดบ่อดาน อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ตนได้สั่งการให้อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ลงพื้นที่โดยด่วนเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ และสั่งการในพื้นที่เพื่อดำเนินการป้องกันและดูแลเต่ามะเฟืองตัวใหม่ ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ดังกล่าวตนคิดว่า เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศของประเทศไทย ซึ่งโดยปกติเต่ามะเฟืองจะวางไข่ในพื้นที่เดิม และเป็นพื้นที่ที่มีความปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าประชาชนเริ่มตระหนักและให้ความสำคัญต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยเฉพาะสัตว์ทะเลหายาก ซึ่งจากที่ได้รับรายงานทราบว่า มีผู้พบเห็นเต่าทะเลวางไข่บริเวณชายหาดบ่อดาน และรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทันที ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องและน่าชื่นชมเป็นอย่างมากที่เห็นว่าพี่น้องประชาชนในพื้นที่ช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ และประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐให้สามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าจะมีเต่าทะเลตัวใหม่ขึ้นมาวางไข่อีกแน่นอน จึงอยากวอนให้พี่น้องประชาชนผู้พบเห็นช่วยแจ้งเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในพื้นที่ทันที และขอย้ำเรื่องการเฝ้าติดตามการฟักไข่ของเต่าทะเลผ่านทางเว็บไซต์แทนการลงไปดูในพื้นที่ เพื่อลดการรบกวนและสร้างผลกระทบต่อการอนุบาลและการฟักไข่ของเต่ามะเฟือง

นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในฐานะโฆษกประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยในพื้นที่วันนี้ (27 พฤศจิกายน) ว่า ตนได้รับสั่งการจาก นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ลงพื้นที่ตรวจติดตามและสั่งการ ดูแลเรื่องการวางไข่ของเต่าทะเล ทั้งนี้ จากการสอบถามเหตุการณ์จากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ทราบว่า ชาวประมงตกปลาชายฝั่งได้รายงานต่อศูนย์เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์เต่ามะเฟืองหาดท้ายเหมืองว่า พบร่องรอยการขึ้นมาวางไข่ของเต่าทะเล

ต่อมา จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ พบว่า เป็น "เต่ามะเฟือง" โดยวัดขนาดรอยของความกว้างของพายซ้ายถึงพายขวาได้ 150 ซม. อกมีขนาดกว้าง 40 ซม. ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าตัวที่พบก่อนหน้า จึงคาดว่าเป็นเต่าตัวใหม่ ทั้งนี้ ตนได้สั่งการให้ทีมนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ตรวจสอบไข่เต่าทันที พร้อมติดตั้งกล่องกระจกและกล้องอินฟาเรดในรังไข่เต่าโดยไม่มีแสงไปรบกวนการเจริญเติบโต พร้อมสั่งการให้สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 ร่วมบูรณาการกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายก อบต.นาเตย ฐานทัพเรือภาค 3 พร้อมด้วย กำนันและผู้ใหญ่ในพื้น ร่วมกันจัดทำคอกกั้นสองชั้น เพื่อป้องกันการเข้าไปเหยียบย่ำและสร้างความกระทบกระเทือนต่อหลุมไข่และสัตว์เลื้อยคลานที่อาจจะเข้าไปกินไข่ จัดเจ้าหน้าที่ร่วมเฝ้าระวัง ติดตั้งกล้อง CCTV ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ทีโอที จำกัด พร้อมทั้งจัดเวรยามเฝ้าระวัง และเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนชายหาดตลอดคืนเพื่อเฝ้าระวังการขึ้นวางไข่ของเต่ามะเฟืองตัวแรกและตัวที่สอง พร้อมกันนี้ได้มอบเงินจำนวน 20,000 บาท จากกองทุนอนุรักษ์เต่าทะเลและถิ่นอาศัยจังหวัดพังงาและภูเก็ต ให้แก่ นายบุญศักดิ์ สะนนท์ ราษฎรหมู่ที่ 3 ต.ท้ายเหมือง ผู้พบรังไข่เต่า จากนั้นได้เดินทางไปบ่อไข่เต่าบ่อแรกที่อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง เพื่อตรวจเยี่ยมความเรียบร้อยและให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ตามธรรมชาติเต่ามะเฟืองจากกลับขึ้นมาวางไข่อีกครั้ง ซึ่งตนได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่คอยสังเกตการณ์ และประสานงานกับทุกภาคส่วนให้ช่วยเป็นหูเป็นตา หากพบการวางไข่ของเต่ามะเฟืองให้รีบรายงานให้ตนทราบทันที

อ.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ กล่าวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เต่ามะเฟืองที่พบอาจเป็นคนละตัว ถ้าให้มั่นใจต้องรอให้ตัวแรกขึ้นวางไข่อีกครั้ง ซึ่งก็คงในวันสองวันนี้ ซึ่งเต่ามะเฟืองตัวใหม่วางไข่ที่บ่อดาน อยู่ทางใต้ของรังแรกเกือบ 20 กิโลเมตร ตอนนี้รังแรกย้ายมาที่ทำการอุทยานฯ ท้ายเหมือง รังสองเก็บไว้ที่เดิมเพราะวางไข่อยู่เหนือระดับน้ำเยอะ และวางกลางดึก เวลาผ่านไปพอสมควรแล้ว จึงไม่ย้ายดีกว่า ถ้าเป็นคนละตัวจริง ปีนี้ได้ลุ้นคู่เลยฮะ ขอสัก 6 รัง ยังต้องลุ้นๆ ว่าจะมีลูกเต่าน้อยน่ารักออกมากี่ตัวนะ อยากได้สัก 250 ตัว ในรอบปีเศษ 2 ฤดูเต่าวางไข่ มีเต่ามะเฟืองวางไข่แล้ว 5 รัง ยิ่งแม่เต่าสัตว์สงวนขึ้นวางไข่ ยิ่งเป็นดัชนีชี้วัดว่าคนพังงาดูแลทะเลดีขนาดไหน น่ารักจริงๆ จังหวัดนี้ ตอนนี้ทั้งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ชาวบ้าน กำลังช่วยกันล้อมคอก พร้อมติดตั้งคอกเตรียมดูแลอย่างดี ขอบคุณชาวพังงาครับ อ.ธรณ์ กล่าวทิ้งท้าย.


https://www.thairath.co.th/news/local/south/1713296

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก เดลินิวส์


ประกาศสูญพันธ์ไปกว่า 80 ปี แท้จริง!ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ............. คอลัมน์ พุ่มไม้ใบบัง

ภาวนาให้เป็นจริง! เจอ "เสือแทสเมเนีย" ที่ประกาศสูญพันธุ์ไปแล้วกว่า 80 ปี สร้างความหวังให้ชาวออสเตรเลียและทั่วโลกว่าจะยังมีชีวิต



ชาวออสเตรเลียรายงานพบเห็น "เสือแทสเมเนีย" หลายครั้ง หลังคาดสูญพันธุ์กว่า 80 ปี เพราะน้ำมือมนุษย์ มีลายคล้ายเสือโคร่ง รูปร่างเหมือนหมาป่า ยืนได้มีกระเป๋าหน้าท้องเหมือนจิงโจ้

เสือTasmanian TigerหรือThylacine เป็นสัตว์กินเนื้อที่มีขนาดพอๆ กับหมาป่า ในครอบครัว Thylacinidae ที่รอดมาในยุคปัจจุบัน รู้จักกันทั่วไปในชื่อ เสือแทสเมเนียหรือหมาป่าแทสมาเนีย เนื่องจากมีลายทางที่หลังคล้ายเสือ รูปร่างลักษณะคล้ายหมาป่าและสุนัขจิ้งจอก มีสีน้ำตาลเหลือง มันมีฟันแหลมคม สามารถยืนด้วยสองขาหลังได้ และในอดีตเคยมีกระเป๋าหน้าท้องเหมือนจิงโจ้ มีถิ่นฐานอยู่ในออสเตรเลีย รัฐแทสเมเนีย และนิวกินี ซึ่งได้ประกาศว่า สูญพันธุ์ไปแล้ว เพราะตัวสุดท้ายที่รู้จักนั้นได้ตายในปี 1936

แต่รายงานล่าสุดจากหน่วยงานรัฐของออสเตรเลีย เปิดเผยว่า ชาวออสซี่ได้พบเสือแทสมาเนีย ทำเอาสงสัยกันว่าสัตว์ที่ถูกประกาศว่าสูญพันธ์ไปแล้วกว่า 80 ปี แท้จริงแล้วยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

โดยสำนักงาน Department of Primary Industries, Parks, Water and Environment (DPIPWE) ของรัฐแทสมาเนีย รัฐที่เป็นเกาะทางตอนใต้ของออสเตรเลีย เปิดเผยเอกสารบันทึกการเจอเสือแทสแมเนียในป่าห่างไกลผู้คน โดยในเอกสารดังกล่าวระบุว่ามีการพบเห็นสัตว์ดังกล่าว 8 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2016-2019 และครั้งล่าสุดคือเมื่อเดือนกรกกฎาคมที่ผ่านมา



ในกุมภาพันธ์ปี 2018 รายงานหนึ่งจากคู่รักชาวออสเตรเลียที่เดินทางไปเกาะแทสมาเนีย เจอสัตว์ดังกล่าวและเล่าว่า พวกเขาเจอมันกำลังข้ามถนนอยู่ มันหันมามองรถของพวกเขาสองสามรอบ และปรากฎตัวให้ทั้งคู่เห็นได้ชัดประมาณ12-15 วินาที สัตว์ตัวดังกล่าวมีหางแข็งและแน่นและมีความหนาที่ฐาน มีเส้นพาดหลัง ตัวของมันใหญ่เท่ากับ Kelpie (สัตว์ที่ใหญ่กว่าสุนัขจิ้งจอกแต่เล็กกว่าสุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ด) มันมีทีท่าที่สงบและไม่แสดงอาการกลัวอะไรเลยและดูเหมือนจะอยู่ในสภาพที่ดี ทั้งคู่มั่นใจ 100% ว่าสัตว์ที่พวกเขาเห็นคือเสือแทสมาเนียแน่นอน

ในกรกฎาคมปีนี้ 2019 ล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทางตอนใต้ของเกาะแทสมาเนีย ชายออสเตรเลียพบรอยเท้าสัตว์ เขาไม่ได้ถ่ายรูปไว้แต่ตอนกลับบ้านมาเขาเปิดกูเกิลและพบว่า รอยเท้าที่เขาเจอเป็นของเสือแทสมาเนียนั่นเอง

และยังมีการพบเห็นอื่นๆ รวมกัน 8 ครั้งจากรายงานฉบับดังกล่าว และนอกจากรายงานนี้ก็มีการพบเสือแทสมาเนียอีกหลายครั้ง อย่างไรก็ตามก็ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดถึงการพบมัน มีแต่การรายงานถึงการพบเห็น

ย้อนไปเมื่อศตวรรษที่ 19 ชาวยุโรปที่มาปักหลังที่ออสเตรเลียฆ่าเสือแทสมาเนียกว่า1,000 ตัว เพราะมันเข้ามาทำร้ายแกะที่พวกเขาเลี้ยงอยู่และเสือแทสมาเนียที่เชื่อกันว่าเป็นตัวสุดท้ายตายในปี 1936 ในสวนสัตว์ Hobart

ทุกวันนี้เสือแทสมาเนียเป็นสัตว์ที่ทุกคนต้องนึกถึง เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมของชาวแทสมาเนีย การเจอเสือแทสมาเนียดังกล่าวอาจจะเป็นแค่คำบอกเล่าของบุคคลทั่วไปที่ไม่มีหลักฐานมายืนยันแน่ชัด อย่างไรก็ตามเมื่อปี 2002 นักวิทยาศาสตร์ของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติออสเตรเลียได้เก็บ DNA ของเสือแทสมาเนียไว้ ซึ่งอาจจะมีการนำมาโคลนนิ่งเพื่อนำสายพันธุ์นี้กลับมาในอนาคตก็เป็นไปได้

ยังมีสัตว์อีกหลายชนิดที่คาดว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่กลับพบเจอพวกเขาอีก การพบครั้งนี้สร้างความหวังให้กับชาวออสเตรเลียและทั่วโลกว่าพวกมันยังมีชีวิตและจะได้เห็นมันมากขึ้นในอนาคต

ยังมีสัตว์อีกหลายชนิดที่กำลังสูญพันธุ์หรือสูญพันธุ์ไปแล้ว เพราะน้ำมือมนุษย์ มาช่วยกันอนุรักษ์ปกป้องสัตว์เหล่านี้ให้อยู่กับโลกนี้ไปนานๆ


https://www.dailynews.co.th/article/743661

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ข่าวสด


ม.เกษตร-สถาบันปิโตรเลียม-ทช. วางปะการังเทียมฟื้นฟู 'เกาะพะงัน'



วางปะการังเทียม ? "เกาะพะงัน" มีพื้นที่ 168 ตารางกิโลเมตร เป็นอำเภอที่เล็กสุดของจ.สุราษฎร์ธานี ที่ไม่ได้มีดีแค่ฟูลมูนปาร์ตี้อันเลื่องชื่อในคืนพระจันทร์เต็มดวง (ขึ้น 15 ค่ำ) หรือแค่งานเฉลิมฉลองให้เกิดความบันเทิงตามยุคสมัยในสถานบันเทิงที่หาได้ไม่ยากตามหัวเมืองใหญ่ของจังหวัด แต่ยังมีผืนป่าลาดชันแทรกตัวอยู่บนที่ราบ ตามหุบเขาสลับเทือกเขาสูงซับซ้อนทอดตัวจรดทะเลเป็นอ่าว


ขาแท่นปิโตรเลียม

ถูกโอบล้อมด้วยน้ำทะเลสีคราม อุดมด้วยทรัพยาการทางธรรมชาติแบบป่าดงดิบแล้งที่ปกคลุมไหล่เขาและป่าดิบชื้นเขียวชอุ่มเย็นตา ถูกใจขาลุยอย่างนักท่องเที่ยวแบบแบ๊กแพ็ก รวมทั้งหมู่บ้านชาวประมงที่โฉลกหลำ เชื้อเชิญผู้มาเยือนตลอดทั้งปี

จากอดีตพื้นที่นี้มีปัญหาการรุกล้ำชายฝั่งของเรือประมงผิดกฎหมาย ชาวประมงพื้นบ้านบนเกาะพะงันที่มีเรืออยู่ประมาณ 300 ลำ เรือประมงพาณิชย์ขนาดเล็กประมาณ 10 ลำ ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาเรือประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ประเภทเรืออวนลาก อวนรุนกวาดเก็บปลาเล็กปลาน้อยไปจนหมด

ปี 2556 สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ร่วมกับผู้ประกอบธุรกิจด้านสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ริเริ่มโครงการจัดวางปะการังเทียมจากโครงสร้าง เหล็กขาแท่นบริเวณเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อเป้าหมายในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และทรัพยากรสัตว์น้ำ


ฝูงปลากับปะการังเทียมจากขาแท่น

นายคุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เผยว่า จากการติดตามและประเมินผลด้านนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจัดวางโครงสร้างเหล็กขาแท่นเป็นปะการังเทียมที่ระดับความลึกประมาณ 18-20 เมตร ห่างจากชายฝั่งประมาณ 1 กิโลเมตร 2 จุด จุดละ 2 โครงสร้างเมื่อเดือนก.ย. 2556 จนถึงปัจจุบัน 6 ปีเศษ พบว่าปะการังเทียมเป็นแนวป้องกันการลักลอบทำการประมงเครื่องมือทำลายล้าง อวนลาก อวนรุน ในระบบนิเวศชายฝั่งทะเลอย่างได้ผล

ที่สำคัญพื้นผิวโครงสร้างเหล็กยังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนที่จะเจริญเติบโตเป็นสัตว์เศรษฐกิจในอนาคต และเป็นบ้านให้ปะการังยึดเกาะ อาทิ ฟองน้ำ สาหร่ายท่อ เพรียงหิน เพรียงภูเขาไฟ แพลงตอนพืช แพลงตอนสัตว์ ที่มีความสำคัญทางระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหาร มีปลาอย่างน้อย 24 ชนิดอาศัยบริเวณแนวปะการัง เกิดประโยชน์ต่อการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งกว่า 80% เป็นปลาที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ

แม้แต่ชาวประมงในเกาะพะงัน?ลุงประเสริฐ คงขน ก็ยอมรับว่าตั้งแต่มีโครงการโครงสร้างเหล็กขาแท่นวางเป็นแนวปะการังเทียม ช่วยให้ชาวประมงพื้นบ้านหาปลาได้ง่ายขึ้น เพราะหากป้องกันเรือพาณิชย์เข้ามาแย่งปลาจากเรือประมงพื้นบ้านได้สัก 8 เดือน ปลาและสัตว์น้ำเศรษฐกิจต่างๆ ก็มีเวลาเพียงพอที่จะฟื้นปริมาณให้เพิ่มขึ้น

สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ร่วมกับภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างพิจารณานำขาแท่นผลิตปิโตรเลียมที่ปลดระวางแล้วมาวางเป็นแนวปะการังเทียมเพิ่มอีก 8 ขา บริเวณเกาะพะงันที่อยู่ระหว่างศึกษาพื้นที่ 6 จุด ห่างจากฝั่งประมาณ 8 ไมล์ทะเลจากเกาะพะงัน และ 7 ไมล์ทะเลจากหินใบ


ทีมสำรวจ

กิจกรรมดำน้ำท่องท้องทะเลชมปะการังที่บ้านโฉลกหลำ จึงเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด

นายจันทร์โชติ พิริยะสถิตย์ ผู้จัดการ บริษัท โลตัสไดว์วิ่ง จำกัด เล่าให้ฟังถึงความสำเร็จของโครงการนี้ ทำให้ได้พบสัตว์ทะเลคุ้มครองในกลุ่มสัตว์ทะเลหายากมากขึ้น เช่น เต่าทะเล โลมา ฉลามวาฬ วาฬบรูด้า หอยมือเสือเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ หอยแมลงภู่ยักษ์ก็มีมาแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนที่นี่ เพราะเกาะพะงันเป็นทะเลเปิด ไม่ใช่แหล่งอาศัยของหอยแมลงภู่ที่ส่วนใหญ่จะอาศัยหรือเพาะเลี้ยงกันบริเวณปากน้ำ ชาวบ้านก็ช่วยกันอนุรักษ์กันมากขึ้นจากไม่กี่คน เพื่อช่วยกันรักษาสมดุลของวิถีและธรรมชาติของเกาะพะงัน ให้คงอยู่ตลอดไป


https://www.khaosod.co.th/lifestyle/news_3090023

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าวไทย


พบรังไข่เต่ามะเฟืองหาดท้ายเหมือง

พังงา 27 พ.ย.62.-พบเต่าทะเลขึ้นมาวางไข่บริเวณชายหาดบ้านบ่อดาน ใกล้อุทยานฯ เขาลำปี - หาดท้ายเหมือง คาดเป็นแม่เต่าตัวที่ 2


(ขอบคุณภาพจากรมอุทยานแห่งชาติฯ)

เพจเฟซบุ๊กอุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง จ.พังงา รายงานพบรังไข่เต่าทะเล โดยระบุว่า วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 เวลาประมาณ 05.30 น. อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ได้รับแจ้งจากนายบุญศักดิ์ สะนนท์ ว่าพบเต่าทะเลขึ้นมาวางไข่บริเวณชายหาดบ้านบ่อดาน ซึ่งอยู่ภายนอกเขตอุทยานฯ ไปทางทิศใต้ประมาณ 15 กิโลเมตร จึงเข้าตรวจสอบพื้นที่ร่วมกับ นายปรารพ แปลงงาน หัวหน้าศูนย์แปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 2 จังหวัดภูเก็ต เจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และผู้นำชุมชนอำเภอท้ายเหมือง พบรังไข่ของเต่าทะเลขนาดใหญ่บริเวณ หมู่ 7 บ้านบ่อดาน ตำบลนาเตย อำเภอท้ายเหมือง ซึ่งจากการพิจาณาร่องรอยคาดว่าเป็นเต่ามะเฟือง


(ขอบคุณภาพจากรมอุทยานแห่งชาติฯ)

โดยเจ้าหน้าที่ได้วัดขนาดของรอยความกว้างจากพายซ้ายถึงพายขวา 150 เซนติเมตร รอยช่วงอก 40 เซนติเมตร รอยจากครึ่งอกถึงปลายพาย 55 เซนติเมตร รอยความยาวของพาย 40 เซนติเมตร และคาดว่าเป็นคนละตัวกับแม่เต่าที่ขึ้นมาวางไข่เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 เนื่องจากรอยมีขนาดที่เล็กกว่า ทั้งนี้ได้พิจารณาแล้วบริเวณรังไข่ของเต่าอยู่เหนือระดับน้ำทะเลขึ้นสูงสุด เจ้าหน้าที่ได้ทำการติดตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำคอกกั้นและจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังภัยคุกคามเพื่อปล่อยให้มีการฟักตามธรรมชาติต่อไป


https://tna.mcot.net/view/WQ67w1p

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


พบหมีขั้วโลกกินพลาสติกจากขยะเหตุภาวะโลกร้อน

นักวิทยาศาสตร์รัสเซียเผยผลการวิจัยที่ระบุว่า สภาวะโลกร้อนทำให้หมีขั้วโลก ต้องเข้ามาหาอาหารในเขตอาศัยของมนุษย์มากขึ้น และอาหารที่หมีพวกนี้บริโภคเข้าไป เป็นเศษพลาสติกจากถังขยะถึง 25 เปอร์เซ็นต์



นายอีวาน ไมซิน (Ivan Mizin) รองผู้อำนวยการ?อุทยานแห่งชาติอาร์คติก?ของรัสเซียเปิดเผยว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์ของทางอุทยาน ได้ทำการตรวจสอบมูลของหมีขั้วโลกที่ถ่ายทิ้งไว้ใกล้เขตชุมชนในไซบีเรียพบว่า 25 เปอร์เซ็นต์ของอาหารที่หมีขั้วโลกบริโภคเข้าไป เป็นเศษพลาสติกหลายอย่าง ทั้งถุง และพลาสติกห่ออาหาร

สาเหตุที่ทำให้หมีขั้วโลกกินพลาสติกเข้าไปเป็นจำนวนมากนั้น เป็นเพราะสภาวะโลกร้อนที่ทำให้แผ่นน้ำแข็งตามขั้วโลกละลายลงอย่างรวดเร็ว ทำให้พวกมันไม่สามารถหาอาหารได้ตามธรรมชาติ จึงต้องบุกรุกเข้ามาในเขตเมือง และคุ้ยเศษอาหารจากกองขยะกิน



นอกจากหมีขั้วโลกแล้ว บรรดานกและสัตว์ที่อาศัยอยู่ในเขตอาร์คติก ต่างก็บริโภคพลาสติกเข้าไปเช่นกัน และการบริโภคพลาสติกเข้าไปนี้ กลายเป็นสาเหตุที่ทำให้สัตว์ที่อาศัยตามขั้วโลกตายมากขึ้นด้วย

ขณะเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานอยู่ทางฝั่งตะวันออกของประเทศได้เตือนว่า อวนจับปลาที่ชาวประมงตัดทิ้งในทะเลนั้น ทำให้แมวน้ำจำนวนมากได้รับอันตราย ส่วนใหญ่พวกมันจะถูกพันด้วยอวนเหล่านี้และต้องตายในที่สุดเพราะเอาตัวรอดออกมาไม่ได้


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...0%B8%99/114834


*********************************************************************************************************************************************************


เต่ามะเฟือง 2 ตัว ขึ้นวางไข่หาดท้ายเหมือง

หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งกั้นพื้นที่หลังได้รับแจ้งจากชาวบ้านพบร่องรอยเต่ามะเฟืองตัวที่ 2 ขึ้นวางไข่บริเวณหาดท้ายเหมือง



นายประถม รัศมี ผู้อำนวยการ สำนักบริหารทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่จาก ศูนย์เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์เต่ามะเฟืองหาดท้ายเหมือง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบหลุมไข่เต่าซึ่งเป็นรังที่ 2 ในรอบเดือนนี้ หลังจากได้รับแจ้งนายบุญศักดิ์ สะนนท์ ชาวบ้าน อำเภอท้ายเหมือง ได้พบร่องรอยการขึ้นมาวางไข่ของเต่าทะเล จากนั้นเมื่อวางไข่เสร็จได้กลับลงทะเล บริเวณหาดบ่อดาน ทางเจ้าหน้าที่ จึงได้ร่วมกันเข้าตรวจสอบ และกั้นพื้นที่บริเวณโดยรอบ พร้อมจัดชุดเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยป้องกันการถูกรบกวน เบื้องต้นจากการตรวจสอบสภาพหลุมเตามี 2 หลุม เป็นหลุมหลอก 1 หลุม ทางเจ้าหน้าที่ได้เปิดหน้าทรายเพื่อตรวจสอบชนิดเต่าพบว่าเป็นเต่ามะเฟือง แต่คาดว่าไม่ใช่ตัวเดียวกับที่ขึ้นมาวางไข่เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เนื่องจากร่องรอยการเดินขึ้นวางไข่ที่วัดได้ไม่เท่ากับแม่เต่ามะเฟืองตัวแรก

ขณะที่ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เต่ามะเฟืองขึ้นวางไข่อีกแล้วครับ แต่ที่เด็ดคือเป็นแม่เต่าตัวที่ 2 ไม่ใช่ตัวแรกเพราะมีขนาดเล็กกว่าตัวแรก แม้จะมีแต่รอย แต่ขนาดต่างกันพอสมควร จึงเชื่อว่าอาจเป็นคนละตัว ถ้าให้มั่นใจต้องรอให้ตัวแรกขึ้นวางไข่อีกครั้ง ซึ่งก็คงในวันสองวันนี้ ส่วนแม่เต่ามะเฟืองตัวใหม่วางไข่ที่บ่อดาน อยู่ทางใต้ของรังแรกเกือบ 20 กิโลเมตร ซึ่งตอนนี้รังแรกย้ายมาที่ทำการอุทยานแห่งชาติท้ายเหมือง ส่วนรังที่สองเก็บไว้ที่เดิมเพราะวางไข่อยู่เหนือระดับน้ำเยอะ และวางกลางดึก เวลาผ่านไปพอสมควรแล้ว จึงไม่ย้ายรัง ทั้งนี้ในรอบปีเศษ 2 ฤดูเต่าวางไข่ มีเต่ามะเฟืองวางไข่แล้ว 5 รัง ยิ่งแม่เต่าสัตว์สงวนขึ้นวางไข่ ยิ่งเป็นดัชนีชี้วัดว่าคนพังงาดูแลทะเลดีขนาดไหน ตอนนี้ทั้งกรมอุทยานฯ กรมทะเล ชาวบ้าน กำลังช่วยกันล้อมคอก เตรียมดูแลอย่างดี ขอบคุณชาวพังงาครับ


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...0%B8%99/114799

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก BBCThai


วาฬสีน้ำเงินหัวใจเต้นนาทีละ 2 ครั้ง ขณะดำน้ำหาอาหาร


วาฬสีน้ำเงินมีหัวใจขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาสัตว์โลก โดยมีความกว้าง 1.5 เมตร หนักกว่า 180 กก.

วาฬสีน้ำเงิน (blue whale) ได้ชื่อว่ามีโครงสร้างร่างกายและขนาดของหัวใจใหญ่ที่สุดในบรรดาสัตว์โลก แต่ความน่าอัศจรรย์ของยักษ์ใหญ่แห่งท้องทะเลยังไม่หมดลงแค่นั้น เมื่อล่าสุดนักวิทยาศาสตร์สามารถตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจของวาฬสีน้ำเงินในธรรมชาติได้เป็นครั้งแรก และพบว่าในขณะที่ดำน้ำลึกหาอาหาร หัวใจของพวกมันเต้นช้าอย่างเหลือเชื่อเพียง 2 ครั้งต่อ 1 นาทีเท่านั้น

ทีมนักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดของสหรัฐฯ ได้ทดลองติดเครื่องตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ตรงบริเวณใกล้ครีบของวาฬสีน้ำเงินตัวหนึ่ง ขณะที่มันโผล่ขึ้นหายใจเหนือผิวน้ำ แล้วเฝ้าติดตามสัญญาณจากเครื่องมือดังกล่าว ซึ่งจะส่งข้อมูลการเต้นของหัวใจวาฬมาจากขั้วไฟฟ้าที่แนบชิดติดกับผิวหนังวาฬด้วยถ้วยดูดสุญญากาศ

ผลการตรวจวัดที่มีขึ้นเป็นครั้งแรกนี้ สร้างความประหลาดใจให้กับวงการชีววิทยาทางทะเล เนื่องจากอัตราการเต้นของหัวใจวาฬในระดับต่ำสุดที่พบนั้น ยังต่ำกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยคาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้ที่ 15 ครั้งต่อนาทีอย่างมาก

ทีมนักชีววิทยาได้เฝ้าติดตามวาฬตัวดังกล่าว ซึ่งกำลังแหวกว่ายและดำน้ำหาอาหารในอ่าวมอนเทอเรย์ของรัฐแคลิฟอร์เนียเป็นเวลาเกือบ 9 ชั่วโมง และได้บันทึกอัตราการเต้นของหัวใจวาฬที่ 2-8 ครั้งต่อนาที ซึ่งเกิดขึ้นหลายร้อยครั้งในระหว่างนั้น

ดร. เจเรมี โกลด์บอเกน ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า "การที่วาฬสีน้ำเงินสามารถลดอัตราการเต้นของหัวใจลงได้ต่ำขนาดนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าทึ่งอย่างมาก เพราะวาฬต้องใช้พลังงานมหาศาลในการค้นหาและกินอาหาร โดยต้องกลืนน้ำทะเลในระดับที่สูงกว่าปริมาตรของตัวมันเอง เพื่อกรองกินแพลงก์ตอน"



โดยปกติแล้ววาฬจะดำน้ำนานราว 16.5 นาทีต่อครั้ง โดยสามารถดำดิ่งถึงระดับความลึกสูงสุด 184 เมตร ก่อนจะกลับขึ้นมาหายใจที่ผิวน้ำเป็นเวลา 1-4 นาที อัตราการเต้นของหัวใจวาฬจะอยู่ในระดับต่ำสุดขณะดำน้ำลึก แต่จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเมื่อกลับขึ้นสู่ผิวน้ำ ซึ่งจะมีอัตราการเต้นสูงสุดราว 37 ครั้งต่อนาที

ทีมผู้วิจัยยังชี้ด้วยว่า การที่วาฬสีน้ำเงินลดอัตราการเต้นของหัวใจลงอย่างมากขณะดำน้ำลึก จะช่วยให้ร่างกายสามารถจ่ายเลือดอิ่มออกซิเจนจากหัวใจ ไปยังกล้ามเนื้อที่ต้องใช้งานขณะดำน้ำได้เพิ่มขึ้นเป็นการชั่วคราว ซึ่งแสดงถึงกลไกที่มีความยืดหยุ่นอย่างน่าอัศจรรย์ในการควบคุมการเต้นของหัวใจและการไหลเวียนเลือด


https://www.bbc.com/thai/international-50572558

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 18:14


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger