เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 15-02-2017
เด็กน้อย เด็กน้อย is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2009
ข้อความ: 1,503
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา

ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา
"อากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทย "
ฉบับที่ 29 ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560
บริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนยังคงปกคลุ มประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้เริ่มมีกำลังอ่อนลง แต่ยังคงทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็น กับมีลมแรง จึงขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพเนื่องจากอากาศเปลี่ยนแปลง ไว้ด้วย
สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยแล ะภาคใต้มีกำลังแรง ทำให้บริเวณดังกล่าวมีคลื่นลมแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยตามชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออก ระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่ซัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งต่อไปอีก 1 วัน

ประกาศ ณ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 เวลา 05.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไปวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 เวลา 11.00 น.

(ลงชื่อ) วันชัย ศักดิ์อุดมไชย

(นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย)

อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก มีอากาศหนาวเย็นโดยทั่วไป กับมีลมแรง ขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพเนื่องจากอากาศเปลี่ยนแปลงไว้ ด้วย สำหรับภาคใต้ยังคงมีฝนตกและคลื่นลมมีกำลังแรง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศเย็น อุณหภูมิจะเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย อุณหภูมิต่ำสุด 20-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 14-15 ก.พ. 60 บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็นโดยทั่วไปกับมีล มแรง สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรง โดยคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนในวันที่ 16-20 ก.พ. 60 ประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นกับมีหมอกในตอนเช้ าและมีหมอกหนาในบางพื้นที่ ส่วนบริเวณอ่าวไทยตอนล่างยังคงมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 14-15 ก.พ. 60 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจา กสภาพอากาศที่หนาวเย็น ส่วนในวันที่ 16-20 ก.พ. 60 ขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเว ณที่มีหมอกหนาไว้ด้วย ส่วนชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรเดินเรือด้วยความระมัดระ วัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง ในช่วงวันที่ 14-16 ก.พ. 60
รูป
ชนิดของไฟล์: jpg 2017-02-15_TopChart_01.jpg (124.4 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg 2017-02-14_DFTH1_2300.jpg (136.9 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg 2017-02-14_DFTH2_2300.jpg (94.2 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg latest (10).jpg (124.7 KB, 0 views)
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 15-02-2017
เด็กน้อย เด็กน้อย is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2009
ข้อความ: 1,503
Default

ขอขอบคุณข่าวจาก ผุ้จัดการ

เฮ! ประมงพื้นบ้านตรังจับแมงกะพรุนจานนับล้านตัวเกยตื้นส ่งขายรายได้ดี



ตรัง - ชาวประมงพื้นบ้าน จ.ตรัง และใกล้เคียง มีรายได้ดีครอบครัวละ 2-3 พันบาทต่อวัน หลังแมงกะพรุนจานลอยขึ้นมาเกยตื้นนับล้านตัว โดยเฉพาะบริเวณหาดยาว และมีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อกันถึงที่

วันนี้ (15 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงนี้ชาวประมงพื้นบ้าน จ.ตรัง ได้แห่กันจับแมงกะพรุนจานขาย หลังพบลอยขึ้นมาเกยตื้นนับล้านตัว จนสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี ซึ่งจากการสอบถาม นางจันทร์แรม เพชรา อายุ 40 ปี แม่ค้าชาว จ.ระนอง ซึ่งเดินทางรับซื้อแมงกะพรุนจานที่บริเวณหน้าหาดยาว ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยพ่อค้าแม่ค้าจากจังหวัดต่างๆ ได้เดินทางมารับซื้อแมงกะพรุนจาน ที่ลอยอยู่เต็มท้องทะเลตรังนับตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม โดยแต่ละวันจะสามารถรับซื้อได้ไม่ต่ำกว่า 10,000-12,000 ตัว ทำให้มียอดเงินสะพัดในพื้นที่ไม่ต่ำกว่าวันละ 150,000-180,000 บาท จากนั้นจะส่งแมงกะพรุนจานส่งไปขายต่อที่แพปลามหาชัย จ.สมุทรปราการ ในราคากิโลกรัมละ 60-65 บาท ก่อนส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย



ด้าน นางติมะ อ่อนทอง อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 76/1 ม.6 ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง กล่าวว่า ปัจจุบันมีชาวบ้านทั้งในพื้นที่ ต.เกาะลิบง และตำบลใกล้เคียง รวมทั้งชาวประมงพื้นบ้านจากจังหวัดอื่นๆ นำเรือประมงนับ 100 ลำ ออกมาจับแมงกะพรุนจาน ซึ่งถูกกระแสน้ำ และถูกกระแสลมพัดให้ลอยขึ้นมาเหนือน้ำเป็นจำนวนมาก ทำให้ชาวบ้านหลายรายจะออกไปจับแมงกะพรุนจานกันตั้งแต ่เช้า ก่อนนำไปขายให้แก่พ่อค้าแม่ค้าที่เดินทางมารับซื้อถึ งที่ในราคาตัวละ 5-6 บาท แล้วแต่ขนาด ทำให้ชาวบ้านแต่ละครอบครัวมีรายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 2,000-3,000 บาท และช่วยปลดหนี้ไปได้มาก โดยคาดว่าจะสามารถจับแมงกะพรุนจานขายได้อีกระยะหนึ่ง จนกว่ากระแสน้ำ และกระแสลมจะพัดพาไปยังพื้นที่อื่นๆ ต่อไป




************************************************** ******************************

คนขับเรือเจ็ตสกีเฮ พบฉลามวาฬว่ายน้ำอวดโฉมหน้าหาดกมลา

ศูนย์ข่าวภูเก็ต - คนขับเรือเจ็ตสกี หาดกมลา จ.ภูเก็ต เฮ! พบฉลามวาฬว่ายน้ำอวดโฉมหน้าชายหาด ถ่ายคลิปโพสต์ขึ้นเฟซบุ๊ก พบว่ายน้ำเข้ามาทุกปี

วันนี้ (14 ก.พ.) เจ้าหน้าที่ประจำกลุ่มสัตว์ทะเล ได้รับแจ้งจากชาวบ้านในพื้นที่ ต.กมลา ว่า มีคนขับเรือเจ็ตสกีพบฉลามวาฬขนาดใหญ่ว่ายน้ำเข้ามาบร ิเวณชายหาดกมลา โดยดำผุดดำว่ายอยู่อย่างจากชายหาดประมาณ 500 เมตร หลังรับแจ้งทางเจ้าหน้าที่จึงเดินทางไปตรวจสอบ และเฝ้าสังเกตการณ์ แต่จากการตรวจสอบยังไมพบฉลามวาฬตัวดังกล่าวแต่อย่างใ ด คาดว่าน่าจะว่ายน้ำออกไปหากินในพื้นที่ใกล้เคียง

แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้มีการแชร์ภาพคลิปวิดีโอขณะฉลามวาฬกำลังว่าย น้ำเล่นที่หาดกมลา โดยไม่หวาดกลัวแม้จะมีเรือขับไปใกล้ โดยมีการถ่ายวิดีโอความยาว 1 นาที 23 วินาที โดยผู้แชร์ภาพดังกล่าวใช้ชื่อว่า Rattapol Promprung พร้อมเขียนข้อความฉลามวาฬ เข้ามาเที่ยวหาดกมลา

สำหรับการว่ายน้ำเข้ามาหากินของฉลามวาฬในพื้นที่จังห วัดภูเก็ต ก่อนหน้านี้มีการพบเป็นประจำทุกปี ไม่ว่าจะเป็นหาดป่าตอง หรือหาดในยาง โดยล่าสุด เมื่อปีที่ผ่านมานักดำน้ำพบฉลามวาฬว่ายน้ำเข้ามากินท ี่หาดในยาง จ.ภูเก็ต หลายครั้ง ซึ่งสาเหตุที่พบฉลามวาฬเข้ามาหากินเชื่อว่าเกิดจากคว ามสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเล โดยเฉพาะอาหารของฉลามวาฬ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เด็กน้อย : 15-02-2017 เมื่อ 12:24
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 15-02-2017
เด็กน้อย เด็กน้อย is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2009
ข้อความ: 1,503
Default

ขอขอบคุณข่าวจาก ผุ้จัดการ

เบื้องลึก ! ไฟฟ้าพลังงานลมในที่ ส.ป.ก. ใครชักใย...ใครได้ประโยชน์ ?



เผยมติ กพช.ปี 52 ยุครัฐบาลประชาธิปัตย์ ที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั่งเป็นประธาน เปิดทางให้ภาคเอกชนใช้พื้นที่ ส.ป.ก.ตั้งเสากังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม พร้อมตั้งคณะกรรมการบริหารมาตรการส่งเสริมการผลิตไฟฟ ้าจากพลังงานหมุนเวียน ในยุคที่ นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล เครือญาตินายสุวัจน์ ลิมปตพัลลภ นั่งคุมอยู่ ส่วนวงในชี้เป็นช่วงที่ข่าวลือสะพัดบริษัทใดต้องการไ ด้รับอนุมัติต้องเข้าพบและตอบแทน โ€˜1 กิโลกรัมต่อ 1 เมกะวัตต์โ€™ ด้านเอกชนดีดลูกคิดเสียแค่นี้แต่ได้ผลตอบแทนโครงการล ะเป็นพันล้าน ปัจจุบันบริษัทผลิตพลังงานลมกว่า 20 แห่งหวั่นเดินตามรอย โ€˜เทพสถิต วินด์ฟาร์มโ€™ แต่ยังคงฝากความหวังไว้ที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ เพื่อนซี้ โ€˜บิ๊กตู่โ€™ ช่วยหาทางออก!

หนึ่งในประเด็นร้อนที่สังคมกำลังจับตามองอยู่ในขณะนี ้คงหนีไม่พ้นกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตา มศาลปกครองกลางให้ยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่สำนักงานปฏิ รูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ในการติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าของบริษัท เทพสถิต วินด์ฟาร์ม จำกัด เนื่องจากไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่ใช่โครงการที่ก่อใ ห้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรโดยตรง ด้วยมองว่าคำพิพากษาดังกล่าวอาจจะส่งผลกระทบต่อธุรกิ จผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมทั้งหมดที่ใช้พื้นที่ ส.ป.ก.ในการติดตั้งกังหันลม เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของพรรคชาติพัฒนา

ขณะเดียวกันก็มีข้อสงสัยว่าหากโครงการในลักษณะนี้ไม่ ชอบด้วยกฎหมาย เหตุใดบริษัทเอกชนจึงสามารถทำสัญญาเช่าและเข้าใช้พื้ นที่ ส.ป.ก. มาตั้งแต่ปี 2552 รวมทั้งมีการดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์กังหันลมจนกระทั ่งหลายบริษัทสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าส่งขายให้แก่การไฟฟ ้าฝ่ายผลิตได้ในปัจจุบัน

ตรงนี้จึงเป็นประเด็นปัญหาว่าภาคเอกชนเข้าลงทุนในพื้ นที่ ส.ป.ก.ได้อย่างไร ? ใครเป็นคนอนุมัติ !?

หากไล่เรียงที่มาที่ไปของโครงการนี้จะพบว่าการอนุญาต ให้บริษัทเอกชนเข้าใช้พื้นที่ ส.ป.ก. ติดตั้งกังหันลมเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้านั้นเริ่มขึ้นจาก มติของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นประธาน และมีนายวีระพล จิรประดิษฐกุล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เป็นกรรมการและเลขานุการโดยคณะกรรมการฯ มีมติครั้งที่ 6/2552 ในวันที่ 26 พ.ย. 2552 กำหนดแนวทางในการขอใช้พื้นที่ ส.ป.ก. เพื่อดำเนินโครงการพลังงานลมสำหรับภาคเอกชน



นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล อดีตรมว. พลังงาน

โดยมีสาระสำคัญคือ...เอกชนสามารถขอใช้พื้นที่ ส.ป.ก.(โซน A) และเขตพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ (โซน E) ที่นำมาดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อติดตั้งกังหันลมเพ ื่อผลิตไฟฟ้า โดยระบุว่ากิจการดังกล่าวจัดเป็นการบริการที่เกี่ยวข ้องกับความเป็นอยู่ด้านเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกร และมอบหมายให้ ส.ป.ก. ไปพิจารณาสิทธิการใช้ที่ดิน ตลอดจนสัญญาเช่า อัตราค่าเช่า และระยะเวลาในการเช่าให้ชัดเจน พร้อมทั้งเห็นชอบการออกประกาศหลักเกณฑ์เพิ่มเติมในกา รรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) และผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) โดยมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รับไปดำเนินการให้เห็นผลในทางปฏิบัติ

จากนั้น ส.ป.ก.ก็เดินหน้าตามนโยบาย โดยจัดประชุมร่วมระหว่าง ส.ป.ก. และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ในวันที่ 29 ธ.ค. 2552 และนำเสนอต่อคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้ดำเนินการจัดที่ดินให้ผู้ประกอบการเช่าเพื่อผลิตก ระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานลม ตามด้วยการพิจารณาอนุมัติการกำหนดอัตราค่าเช่าที่ดิน ส.ป.ก. เพื่อใช้ในกิจการดังกล่าว โดยที่ประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ครั้งที่ 1/2553 เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2553 ซึ่งมี นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ในอัตรา 35,000 บาท/ไร่/ปี



ต่อมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ได้ลงนามในคำสั่งคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ที่ 2/2553 เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2553 แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารมาตรการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้ าจากพลังงานหมุนเวียน และให้ปลัดกระทรวงพลังงาน หรือรองปลัดกระทรวงพลังงานที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธาน โดยคณะกรรมการดังกล่าวมีหน้าที่ส่งเสริม ดูแล ประสาน สนับสนุน และเร่งรัดการดำเนินการพิจารณารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิ ตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ตามแนวทางที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติได้ให้ค วามเห็นชอบ

ด้านแหล่งข่าวในแวดวงพลังงาน บอกว่า มีความผิดปกติในการตั้งคณะกรรมการชุดนี้และนำไปสู่กา รตั้งคำถามว่าทำไมอยู่ๆ จึงตั้งคนจากกระทรวงพลังงาน เข้ามาทำหน้าที่คัดเลือกคัดสรรโครงการที่ยื่นเสนอขาย ไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฯ แล้วประธานของคณะกรรมการชุดนี้ยังเป็นผู้ให้ความเห็น ชอบให้ที่ประชุมออกเป็นมติคณะกรรมการฯ อนุมัติซื้อไฟฟ้าของทุกๆ ราย ขณะที่ก่อนหน้านี้เป็นหน้าที่ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่ งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ผลิตและจ่ายกระแสไฟฟ้าโดยตรง
โ€œตอนนั้นก็ประหลาดใจว่าเกิดอะไรขึ้นและดูเหมือนผู้ มีอำนาจพิจารณาก็มีอิทธิพลมาก แต่ละบริษัทก็คุย ๆ กัน จนเกิดเป็นข่าวลือในแวดวงคนที่ต้องการทำพลังงานลมว่า ใครอยากได้อนุมัติก็คุยกันเป็นราย ๆ ไป ซึ่งในช่วงนั้น รัฐมนตรีพลังงานก็เป็น นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา เครือญาตินายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นั่งคุมอยู่โ€

นอกจากนี้ยังมีข่าวลืออีกว่าการจะได้อนุมัตินั้นก็ต้ องคุยกันตามสูตรที่วงการพลังงานลมตั้งไว้ก็คือ โ€œ1 กิโลกรัม ต่อการขายไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์โ€

โ€œนักธุรกิจจ่าย 1 กิโลกรัม ต่อการขายไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์ มีการนำกระดาษ 1 กิโลกรัมไปชั่งน้ำหนักว่ากันว่าถ้าเทียบน้ำหนักธนบัต รแล้วจะเท่ากับ 1 ล้านบาท แต่การเช่าที่ดิน ส.ป.ก. หนึ่งโครงการ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานลมจ่ายแค่ 35,000 บาท/ไร่/ปี ส.ป.ก.ให้เช่าได้รายละ 50 ไร่ ค่าเช่าตกปีละ1,750,000 บาท แต่บริษัทจะขายไฟฟ้าปีละเป็นพันล้านบาทโ€

ดังนั้น หากบริษัทใดได้สัญญากี่เมกะวัตต์ก็ต้องมีการคุยกันเป ็นจำนวนกิโลกรัมคูณด้วยเมกะวัตต์ ซึ่งนักลงทุนเชื่อว่าสูตรนี้ไม่ใช่ปัญหาและเมื่อคำนว ณบวกลบแล้วจะเห็นว่าการลงทุนพลังงานลมนั้นสร้างผลกำไ รได้มหาศาลเพราะแต่ละบริษัทที่ผลิตพลังงานลม จะไม่ลงทุนแค่ 50 ไร่ แต่จะตั้งเป็นบริษัทย่อย ๆ หลายบริษัทเช่าพื้นที่ ส.ป.ก.เพื่อลงทุนในพื้นที่ติดต่อกัน ซึ่งความจริงก็คือเจ้าของเดียวกันนั่นเอง

อย่างไรก็ดีเมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ยกเลิกสั ญญาเช่าพื้นที่ ส.ป.ก.ของบริษัท เทพสถิต วินด์ฟาร์ม จำกัด ส่งผลให้บรรดาผู้ประกอบการพลังงานลมที่เช่าที่ดินของ ส.ป.ก. อยู่เฉยไม่ได้อีกต่อไป จึงต้องรีบรวบรวมข้อมูลสัญญาเช่าเพื่อเข้าชี้แจงต่อเ ลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในวันพุธ นี้ เพื่อนำเสนอให้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการต่อไป

ส่วนบริษัทดังกล่าวซึ่งเช่าที่ดิน ส.ป.ก. ในปัจจุบันมีทั้งที่ดำเนินการจ่ายไฟแล้ว ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง และยังไม่ได้ดำเนินการ ประมาณ 20 แห่ง จะเดินรอยตาม บริษัท เทพสถิต วินด์ฟาร์ม จำกัด หรือไม่? ยังเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการต่างฝากความหวังไว้ที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ เพื่อนซี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีต่อไป
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 15-02-2017
เด็กน้อย เด็กน้อย is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2009
ข้อความ: 1,503
Default

ขอขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการ

สรุปวาระแห่งชาติ 3 เดือน โโ‚ฌœกำจัดผักตบชวาโโ‚ฌ- หน่วยงาน มท.เก็บได้แค่ 3.8 ล้านตัน-สตง.จ่อสอบต่อ



มท. แจง โโ‚ฌœบิ๊กป้อมโโ‚ฌ จำกัดผักตบชวา ที่เป็นวาระแห่งชาติ ระหว่าง 3 เดือนทั่วประเทศ ได้แค่ 3.8 ล้านตัน เหลือค้างในลำน้ำอีกกว่า 40% สั่งจังหวัด - อปท. เดินหน้า โโ‚ฌœเก็บเล็กโโ‚ฌ ระดับผิวน้ำ เผย สตง. เตรียมสอบเพิ่ม หลังรายงานนายกฯเมื่อปีที่แล้ว พบพิรุธ 5 ปี ใช้ 2.5 พันล้าน เฉพาะกรมชลฯ ใช้งบกำจัดผักตบชวา 200 - 240 ล้านบาทต่อปี

วันนี้ (14 ก.พ.) มีรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ทำหนังสือรายงานผลการแก้ไขปัญหาผับตกชวา ประจำปีงบประมาณ 2559 ตลอด 3 เดือน (ต.ค. - 31 ธ.ค. 2559) ตามโครงการจิตอาสาประชารัฐร่วมใจกำจัดผักตบชวาทั่วไท ย ต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการเพื่อแก้ไขปั ญหาผักตบชวา ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง กำหนดให้การกำจัดผักตบชวาเป็นวาระแห่งชาติ

ทั้งนี้ ได้มีการจัดแบ่งพื้นที่ในหน่วยราชการส่วนกลาง เพื่อดำเนินการในแม่น้ำสายหลัก โดยสามารถกำจัดผัดตบชวาได้รวม 3,850,592 ตัน คิดเป็นร้อยละ 61.57% ของปริมาณผักตบชวาที่สำรวจได้ จำนวน 6,205,355 ตัน (คำนวณ 31 ม.ค. 2559) โดยประกอบด้วย

1. กรมโยธาธิการและผังเมือง สามารถดำเนินการกำจัดผักตบชวา ได้ 3,043,351 ตัน รับผิดชอบแม่น้ำแม่กลอง (จากเขื่อนแม่กลอง - อ่าวไทย) และแม่น้ำท่าจีน (จากประตูน้ำโพธิ์พระยา จ.สุพรรณบุรี - อ่าวไทย)

2. กรมชลประทาน สามารถดำเนินการกำจัดผักตบชวา ได้ 382,625 ตัน รับผิดชอบแม่น้ำท่าจีนบางส่วน แม่น้ำน้อย แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำนครนายก รวมถึงแหล่งน้ำ คู คลองที่ขึ้นทะเบียนเป็นของกรมประทาน

3. กรมเจ้าท่า สามารถดำเนินการกำจัดผักตบชวา ได้ 62,022 ตัน รับผิดชอบแม่น้ำเจาพระยา แม่น้ำลพบุรี และคลองที่เชื่อมกับแม่น้ำน้อย และแม่น้ำป่าสักบางส่วน

4. กรุงเทพมหานคร รับผิดชอบแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนที่ไหลผ่าน กทม. ระยะทาง 33 กิโลเมตร และคลองสาขาต่างๆ ในพื้นที่

5. ระดับจังหวัด 76 จังหวัด สามารถดำเนินการกำจัดผักตบชวา ได้ 3,043,351 ตัน ตามคำสั่ง ที่ 1017/2559 ลงวันที่ 23 กันยายน 2559 มีผู้ราชการจังหวัดเป็นประธาน ดำเนินการในแม่น้ำสายรองและแหล่งน้ำปิด โดยสั่งการให้ สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดรับผิดชอบ ร่วมกับหน่วยทหารในพื้นที่ สำรวจและกำจัดผักตบชวาในแม่น้ำ คู คลอง ที่มีความกว้าง (ที่ระดับผิวน้ำ) มากกว่า 20 เมตร และแหล่งน้ำปิดที่มีขนาดพื้นที่มากกว่า 200 ไร่ขึ้นไป

ทั้งนี้ ในส่วนความรับผิดชอบขององค์กรบริหารส่วนตำบล (เช่นเดียวกัน สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด) และหน่วยงานที่รับผิดชอบเฉพาะ เช่น พื้นที่บริเวณเหนือเขื่อน อ่างเก็บน้ำ หรือทางน้ำที่ได้ที่ได้มีการออกประกาศให้กรมชลประทาน หรือกรมเจ้าท่า เป็นผู้รับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม ตามรายงานไม่พบว่ามีผักตบชวาใน พื้นที่ จ.พังงา และ จ.ภูเก็ต

มีรายงานว่า คณะกรรมการอำนวยการบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาผับตกชวา ได้กำหนดระยะเวลา ให้มีมาตรการกำจัด (เก็บใหญ่) ระหว่างตุลาคม 2559 - มีนาคม 2560 และมาตรการป้องกัน (เก็บเล็ก) โดยให้ จังหวัด และ อปท. ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ป้องกันการเติบโตและขยายพันธุ์ ในทุกสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวยังไม่มีการสรุปการใช้งบประมาณทั้งหมด ให้กับคณะกรรมการรับทราบ เนื่องจากใช้งบจากหน่วยงานส่วนกลาง หน่วยงานพื้นที่ รวมถึง อปท. ซึ่งโครงการจะเสร็จสิ้นในเดือนมีนาคม 2560 นี้


โโ‚ฌ™งบกำจัดผักตบชวา 200-240 ล้านบาทต่อปี
มีรายงานจากกรมชลประทาน ว่า แต่เดิมกรมชลประทานได้ดำเนินการกำจัดผักตบชวาเป็นรอบ เวร โดยใช้งบประมาณตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำ ปี ปีละ 120 ล้านบาท และกรมชลประทาน ได้ปรับแผนงบประมาณจากเงินเหลือจ่ายเพื่อการกำจัดผัก ตบชวาอีกประมาณ 120 ล้านบาท รวมทั้งหมดประมาณ 200 - 240 ล้านบาทต่อปี สามารถกำจัดผักตบชวาได้ประมาณ 6 ล้านตันต่อปี ทั่วประเทศ

โโ‚ฌœแต่จากนี้ไปจะทำการปรับแผนใหม่ตามวาระแห่งชาติ โดยกำหนดให้การกำจัดผักตบชวาเป็นงานประจำทำต่อเนื่อง และเฝ้าระวังตลอดเวลาโโ‚ฌ

นอกจากนี้ เพื่อให้การกำจัดผักตบชวาเป็นไปอย่างยั่งยืนแล้ว ยังได้ให้หน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น ส่วนภูมิภาค และส่วนกลาง ร่วมกันดูแลทางน้ำ โดยดำเนินการกำจัดผักตบชวาในทางน้ำของตนทุกวัน เสมือนเป็นการเก็บกวาดขยะบนผิวถนน และห้ามปล่อยลงในทางน้ำอื่นโดยเด็ดขาด ส่วนผักตบชวาที่เก็บได้ให้นำไปผลิตเป็นปุ๋ยแจกจ่ายแก ่เกษตรกรในพื้นที่เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตต่อไป

สตง.ตามยิก รายงานนายกฯ พิรุธ 5 ปี 2.5 พันล้าน
มีรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านั้น นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการ สตง. ได้รายงานข้อมูลผลสรุปงบประมาณและปริมาณการกำจัดผักต บชวา ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2555 - 2559 ถึงนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการแก้ไข หลังจากพบภาพรวมใช้งบประมาณกำจัดผักตบชวา5 ปี จำนวน 2.5 พันล้านบาท สามารถกำจัดได้ปริมาณ 24 ล้านตัน โดยระบุว่า สะท้อนถึงการใช้งบของหน่วยงานไม่มีประสิทธิภาพ ขาดความรับผิดชอบและยังขอใช้งบเพิ่มขึ้นทุกปี

สำหรับข้อมูลจาก สตง. ระบุว่า ในช่วงปี 2555-2559 หน่วยงานรัฐหลายแห่ง(คำนวณถึงวันที่ 30 ก.ย. 2559) พบว่า ใช้งบประมาณไม่น้อยกว่า 834.88 ล้านบาท (ไม่นับงบประมาณของกรุงเทพมหานคร และกรมทรัพยากรน้ำ) กำจัดไปได้ทั้งสิ้นประมาณ 22.37 ล้านตัน (เฉลี่ยปีละประมาณ 4.47 - 6.99 ล้านตัน) ยังพบว่า กรมเจ้าท่า ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 58,105,689 บาท กำจัดผักตบชวาได้ทั้งสิ้น 1,550,560 ตัน (คำนวณถึงวันที่ 15 ส.ค. 2559) กรมโยธาธิการและผังเมือง ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 65,896,679 บาท กำจัดผักตบชวาได้ทั้งสิ้น 2,617,231 ตัน (คำนวณถึงวันที่ 30 ก.ย. 2559) กรมชลประทาน ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 710,878,700 บาท กำจัดผักตบชวาได้ทั้งสิ้น 18,200,182 ตัน ขณะที่กรุงเทพมหานคร ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 1,559,343,546 บาท กำจัดผักตบชวาได้ทั้งสิ้น 1,813,787 ตัน

กรมชลฯ คำนวณ 3 ปี จ้างแรงคน 40 บาท/ตัน
ขณะที่ เมื่อเร็วๆ นี้ กรมชลประทาน 1 ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดผักตบชวา ได้ชี้แจง การดำเนินการกำจัดผักตบชวาในปีที่ผ่านๆ มา ว่า พื้นที่ความยาวรวมทั้งสิ้นกว่า 486,167 กิโลเมตร โดยเฉพาะอัตราราค่างานในการดำเนินการกำจัดผักตบชวาขอ งกรมชลประทาน นั้น กรมชลประทาน ได้ใช้อัตราราคางานต่อหน่วย ของสำนักมาตรฐานงบประมาณ 1 สำนักงบประมาณ กล่าวคือ การกำจัดวัชพืชด้วยแรงคน อัตรา 3,250 บาทต่อไร่ (จากการสุ่มตัวอย่างผักตบชวา 1 ไร่ หนักประมาณ 80 ตัน) ดังนั้น การกำจัดวัชพืชด้วยแรงคน อัตราราคางานจะอยู่ที่ราคาประมาณ 40.625 บาทต่อตัน หรือ 0.040 บาทต่อกิโลกรัม

ส่วนการกำจัดผักตบชวาหรือวัชพืชด้วยเครื่องจักร อัตราราคางานจะผันแปรไปตามราคาน้ำมันดีเซลเช่น วันที่ 3 มกราคม 2560 ราคาน้ำมันดีเซล 26.09 บาทต่อลิตร อัตราราคางานจะอยู่ที่ราคาน้ำมัน 26.00 - 26.99 บาทต่อลิตร ราคาต่อหน่วยในการกำจัดวัชพืชด้วยเรือ หากเป็นงานที่กรมชลประทานดำเนินการเอง จะอยู่ที่ประมาณ 29.17 บาทต่อตัน หรือ 0.029 บาทต่อกิโลกรัม

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ในช่วงปี 2557 - 2559 กรมชลประทาน ใช้งบประมาณไปกว่า 710 ล้านบาท สามารถกำจัดผักตบชวาได้เพียง 18.2 ล้านตัน นั้น จากการคำนวณเฉลี่ยค่าใช้จ่ายในการดำเนินการกำจัดผักต บชวา คือ 710 / 18.2 = 39.01 บาทต่อตัน หรือ 0.039 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งทั้งหมดเป็นค่าเฉลี่ยของ 3 ปี โดยใช้วิธีกำจัดผักตบชวาทั้งด้วยแรงคนและเครื่องจักร กล



************************************************** ****************************

ลาวพบปลาตายเกลื่อนในแหล่งเพาะพันธุ์แขวงบ่อแก้วเขตส วนกล้วยจีน



ปลาตายอย่างมากมายในเขตเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ซึ่งเป็นเสมือน "สวนกล้วยหลังบ้าน" ใหญ่ที่สุดของจีน สำนักข่าวของทางการเผยแพร่ภาพของเว็บไซต์โทรโข่ง พร้อมรายงานเจ้าหน้าที่แขวง กำลังเร่งตรวจบรรจุภัณฑ์ที่พบ และ ตรวจเลือดราษฎรที่นำปลาไปบริโภคก่อนหน้านี้.


MGRออนไลน์ -- เจ้าหน้าที่แขวงบ่อแก้วทางตอนเหนือของลาว กำลังสอบสวนหาสาเหตุ ทีทำให้ปลาตายเป็นจำนวนมาก ในแหล่งเพาะพันธุ์แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในเขตได้ชื่อเป็น "สวนกล้วยหล้งบ้าน" ใหญ่ที่สุดของจีน โดยในแขวงนี้ มีพื้นที่ปลูกกล้วยของนักลงทุนจากตอนเหนือ รวมกันกว่า 60,000 ไร่

ทางการได้รับแจ้งจากราษฎร 3 หมู่บ้าน วันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการพบปลาตายเป็นจำนวนมาก ในลำน้ำง้าว เมืองห้วยทราย จึงจัดสงนักวิชาการลงพื้นที่ เพื่อตรวจตราอย่างรีบด่วน และ ในที่สุดก็พบถังพลาสติก ที่มีอักษรภาษาจีนกำกับลอยน้ำอยู่ ซึ่งคาดว่าจะเป็นถังที่ใช้บรรจุสารเคมี ที่ใช้แล้วและทิ้งลงในลำน้ำ และ เป็นสาเหตุทำให้ปลาตายเป็นจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่ได้นำบรรจุภัณฑ์ที่พบไปตรวจพิสูจน์ว่า เป็นภาชนะที่ใช้บรรจุสารเคมีชนิดใด โดยคาดว่าจะทราบผลเร็วๆ นี้ นอกจากนั้นทางการยังได้กำชับ มิให้ราษฎรในท้องถิ่น ในหมู่บ้านใกล้เคียงนำปลาจากหนองน้ำแห่งนั้นไปใช้บริ โภค และ ได้ทำการตรวจเลือดประชาชนจำนวนหนึ่ง ที่นำปลาไปประกอบอาหารก่อนหน้านี้ สำนักข่าวสารประเทศลาวอ้างรายงานจากพื้นที่

ผู้ใหญ่บ้าน (นายบ้าน) ปุ่งนานูน ซึ่งเป็นหนึ่งใน 3-4 หมู่บ้านในเขตลำน้ำง้าว แหล่งที่พบปลาตายเป็นจำนวนมาก กล่าวว่าที่นั่นเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาหลายชนิด ที่ประชาชนร่วมกันปกปักรักษา และ เป็นแหล่งสนองอาหารสำคัญ สำหรับราษฎรหลายหมู่บ้านใกล้เคียง สิ่งที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบไม่น้อยต่อสภาพแสดล้อม และ ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วไป

เมื่อปลายปี 2558 แขวงบ่อแก้ว ได้เป็นแห่งแรกที่ประกาศ ไม่อนุญาตให้นักลงทุนจากจีน เข้าไปปลูกกล้วยเพิ่มเติมอีก หลังจากพบว่า มีการใช้ปุ๋ยเคมีมากมาย และ ใช้สารเคมีที่เป็นพิษอีกหลายชนิด ที่ลักลอบนำเข้าอย่างผิดกฎหมาย บางชนิดเป็นสารพิษที่ห้ามใช้กันทั่วโลก นอกจากนั้น ทางการยังไม่อนุญาตให้นักลงทุนจีน ขยายสวนกล้วยที่มีอยู่แล้ว

รองเจ้าแขวงผู้หนึ่ง ให้สัมภาษณ์สื่อทางการในช่วงนั้นว่า นอกจากสวนกล้วยของนักลงทุนจีน จะไม่ได้สร้างงานให้แก่ราษฎรในท้องถิ่นมากมาย ตามที่เชื่อกันก่อนหน้านี้ กิจการของนักลงทุนจีน ยังสร้างมลพิษขึ้นในสภาพแวดล้อม ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอีกด้วย

ปัญหาคล้ายกันนี้เกิดขึ้น ในเขตสวนกล้วยจีน ในแขวงอื่นๆ ทางตอนเหนือของลาว รวมทั้งหลวงน้ำทา อุดมไซ หลวงพระบาง ลงไปจนถึงแขวงเวียงจันทน์ และ ล่าสุดยังได้พบการก่อมลพิษ ของสวนกล้วยนักลงทุนจีนในเขต 2 อำเภอเมืองหลวงอีกด้วย ตามที่แมเนเจอร์ออนไลน์ รายงานมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้

ปัญหาทั้งหมดได้ทำให้รัฐบาลลาวประกาศไปยังแขวงต่างๆ ทั่วประเทศ ห้ามออกใบอนุญาตให้แก่นักลงทุนจากจีนเข้าไปทำสวนกล้ว ยอีก

ลาวได้ออกกฎระเบียบออกมาจำนวนหนึ่ง รวมทั้งข้อปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ในการนำเข้าและใช้สารเคมี รวมทั้งจะต้องรายงานการมีไว้ในครอบครอง และ รายงานการใช้ทุกครั้ง โดยระบุรายละเอียดอย่างครบถ้วน ปลายปีที่แล้วสภาแห่งชาติ ยังได้ผ่านร่างกฎหมายฉบับหนึ่ง เพื่อควบคุมสารพิษ ห้ามการเข้าสารเคมีหลายชนิด รวมทั้งสั่งยุติการลงทุนทำสวนกล้วย ของนักลงทุนต่างชาติ อย่างถาวรอีกด้วย.
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 01:04


vBulletin รุ่น 3.8.9
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2017, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger