เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 21,246
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพุธที่ 6 ธันวาคม 2560

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ภาคใต้ยังมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยยังต้องป้องกันและระวังอันตรายจากฝนตกสะสมที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งไว้ด้วย สำหรับพื้นที่ที่มีน้ำท่วมอยู่แล้วยังต้องเฝ้าระวังต่อไปอีก ส่วนอ่าวไทยและทะเลอันดามันคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง และประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย สำหรับภาคเหนือมีอากาศเย็นถึงหนาว ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง มีอากาศเย็นอุณหภูมิจะลดลงอีก 1-2 องศาเซลเซียสกับมีลมแรง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆบางส่วน กับมีฝนบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 6-7 ธ.ค. ประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศหนาวเย็นลง สำหรับภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร

ส่วนในช่วงวันที่ 8-11 ธ.ค. ประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศหนาวเย็นลง อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง สำหรับภาคใต้ยังคงมีคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร


ข้อควรระวัง

บริเวณภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไปยังคงต้องระวังเรื่องฝนตกหนัก ฝนที่ตกสะสม และคลื่นลมแรง เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยตอนล่างและทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งในช่วงนี้

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (91.8 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (94.5 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (88.8 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 21,246
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


หมีขั้วโลกชี้สัญญาณอาร์กติกกำลังเปลี่ยน



ภาพที่ชวนให้นักท่องเที่ยวบนเรือนำเที่ยวต้องตื่นเต้นขณะล่อง ไปถึงฝั่งตะวันออกของขั้วโลกเหนือ หรือแถบอาร์กติกฝั่งรัสเซีย นั่นคือฝูงหมีขั้วโลกกำลังรุมแทะซากปลาวาฬอย่างเอร็ดอร่อย โดยรอบนั้นก็มีเหล่าครอบครัวของหมีขั้วโลกพักอาศัยอยู่ใกล้ๆ ซึ่งนายอเล็กซานเดอร์กรูซเดฟ ผู้อำนวยการเขตอนุรักษ์ธรรมชาติของเกาะแรงเกิล เผยว่า นี่เป็นสถานการณ์เฉพาะที่ไม่เหมือนใคร

เหตุการณ์นี้นักวิทยาศาสตร์เผยว่ามีสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และน้ำแข็งขั้วโลกเหนือซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของหมีเหล่านี้กำลังละลายทำให้พวกมันต้องใช้เวลานานในการเดินทาง มีชีวิตอยู่บนบกมากกว่าเดิม กระทั่งมีจำนวนหมีหนาแน่นมากขึ้นบนชายฝั่ง ทำให้พวกมันต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงในการหาอาหาร จนบางครั้งหมีที่หิวโหยก็เข้าไปขโมยอาหารของมนุษย์ในหมู่บ้าน

เกาะแรงเกิลนับเป็นศูนย์กลางที่อยู่อาศัยของสัตว์หลายชนิด นกในเขตอาร์กติกทั้งหมดจะมาวางไข่ที่เกาะแห่งนี้ และช่วงหลังที่น้ำแข็งละลายหมีขั้วโลกจะมาอยู่ที่นี่ในช่วงเดือน ส.ค.-พ.ย. ต่างจากเมื่อ 20 ปีก่อนนี้ ที่หมีขั้วโลกจะใช้เวลาอยู่เพียงแค่ 1 เดือน นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ในสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ฤดูใบไม้ร่วงนี้สังเกตพบหมีจำนวน 589 ตัว ขณะที่ก่อนหน้านี้พบเพียง 200-300 ตัว อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่สามารถหยุดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ แต่ก็ต้องมีการจัดการที่ดีขึ้นสำหรับหมีขั้วโลก.


https://www.thairath.co.th/content/1143738


*********************************************************************************************************************************************************


พบซากพะยูนโบราณ ที่หมู่เกาะแชนแนล



หมู่เกาะอุทยานแห่งชาติแชนแนล ตั้งอยู่ทางตอนใต้รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา นับเป็นจุดหมายปลายทางหนึ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้ไปเยี่ยมเยือน มีทัศนียภาพสวยงามทั้งกลางวันและยามค่ำคืนท้องฟ้าจะดารดาษไปด้วยดวงดาวระยิบ ระยับ อีกทั้งยังเป็นแหล่งขุดค้นทางโบราณคดี ซึ่งล่าสุดนักวิทยาศาสตร์กรมสำรวจทางธรณีวิทยาได้เผยถึงการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของวัวทะเลหรือพะยูน ที่เกาะซานตา โรซา ที่อยู่ห่างจากทางตะวันตกเฉียงเหนือของนครลอสแอนเจลิสไปประมาณกว่า 80 กิโลเมตร และเป็นสมาชิกของหมู่เกาะแชนแนล

นักวิทยาศาสตร์ได้ขุดพบโครงกระดูกซี่โครงและกะโหลกหัวของพยูน ในบริเวณหุบเขาสูงชันโดยบังเอิญ ขณะที่พวกเขากำลังทำแผนที่วัดความผิดพลาดการเกิดแผ่นดินไหว โดยใกล้ๆกันนั้นยังพบว่ามีเศษซากบางส่วนของพะยูนอีก 4 สายพันธุ์ แต่ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าซากพะยูนที่พบครั้งนี้เป็นสายพันธุ์ใดบ้าง นอกจากสันนิษฐานได้ว่าพะยูนเหล่านี้เคยอาศัยอยู่ในเขตน้ำตื้นนอกหมู่เกาะแชนแนลเมื่อราว 25 ล้านปีก่อน

มีการเปรียบเทียบรูปร่างของวัวทะเลหรือพะยูนว่าคล้ายกับจรวดตอร์ปิโด โดยดำรงชีวิตอยู่ด้วยการกินหญ้าทะเลในน้ำตื้น เมื่อโตเต็มวัยขนาดตัวจะยาวได้เกือบ 4 เมตร ปัจจุบันมีพะยูนที่พบอยู่คือ พะยูนดูก็อง (dugong) และอีก 3 ชนิดเป็นพะยูนในกลุ่มแมนนาที (manatee) อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์หวังว่าจะขุดพบฟันของพะยูน ที่อาจช่วยระบุชนิดอาหารที่พวกมันกินและล่วงรู้อายุขัยของพะยูนโบราณเหล่านี้.


https://www.thairath.co.th/content/1143718

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 21,246
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ผู้นำเวียดนามติงระบบพยากรณ์อากาศ ภัยธรรมชาติทำความเสียหายพุ่ง $2.3 พันล้าน



วีเอ็นเอ็กซ์เพรส - รายงานของสำนักงานสถิติเวียดนามเผยว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติในเวียดนาม ที่ส่วนใหญ่เป็นน้ำท่วมและพายุ ทำให้มีผู้เสียชีวิตหรือสูญหาย 390 คน ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2560 และทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 657 คน ซึ่งจำนวนของผู้เสียชีวิตและสูญหายในปีนี้สูงกว่ายอดของปีก่อน

ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายต่อประเทศเป็นมูลค่าราว 2,340 ล้านดอลลาร์ บ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหายและถูกทำลายไปประมาณ 620,000 หลัง พื้นที่เพาะปลูกถูกน้ำท่วมเกือบ 2 ล้านไร่ ปศุสัตว์หลายแสนตัว เรือประมงและโครงสร้างพื้นฐานถูกกระแสน้ำพัดหาย

สภาพอากาศที่รุนแรงถล่มเวียดนามอย่างหนักในปีนี้ ที่เผชิญกับพายุโซนร้อน 14 ลูก สำหรับไต้ฝุ่นดอมเรยที่เพิ่งพัดถล่มเมืองญาจาง เมืองรีสอร์ตท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมของประเทศในจ.แค้งฮวาเมื่อต้นเดือนพ.ย. นั้นถือเป็นพายุลูกที่รุนแรงที่สุดที่พัดถล่มพื้นที่ในรอบ 20 ปี

ไต้ฝุ่นดอมเรยเพียงลูกเดียวทำให้มีผู้เสียชีวิตหรือสูญหายทั้งหมด 108 คน และสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติอันเนื่องจากสภาพอากาศในปีนี้

แม้ช่วงฤดูมรสุมจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ยอดผู้เสียชีวิตในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2560 มากกว่ายอดผู้เสียชีวิตในปีก่อน ที่ภัยพิบัติได้คร่าชีวิตประชาชนไปทั้งสิ้น 264 คน และก่อความเสียหายเป็นมูลค่า 1,750 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ในปี 2558 นั้น มูลค่าความเสียหายน้อยกว่า 5 เท่า

เวียดนามเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่มีความเสี่ยงมากที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และจากข้อมูลดังกล่าว เวียดนามกลับยังไม่ได้เตรียมการให้ดีพอสำหรับเหตุการณ์เหล่านี้ ซึ่งก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความสามารถในการพยากรณ์และกลไกในการตอบสนองภัยพิบัติ

นายกรัฐมนตรีเหวียน ซวน ฟุก กล่าวในที่ประชุมเมื่อกลางเดือนพ.ย. ว่า ความสามารถในการพยากรณ์อากาศของประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ

?หลายพื้นที่ไม่เตรียมพร้อมหรือไม่ทำงานให้มากพอที่จะรับมือภัยพิบัติ? ผู้นำเวียดนาม กล่าว

หลังจากความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างมหาศาลจากไต้ฝุ่นดอมเรย เจ้าหน้าที่จากกระทรวงคมนาคมได้กล่าวโทษความไม่แม่นยำของการพยากรณ์อากาศที่ไม่ให้เวลาชาวประมงมากพอที่จะหลบหนี แต่กระทรวงสิ่งแวดล้อมระบุว่าประชาชนในพื้นที่ไม่เตรียมพร้อม

ยูนิเซฟระบุในคำแถลงเมื่อเดือนก่อนว่า การขาดการสื่อสารในระดับชุมชนส่งผลให้การเตรียมการรับมือไต้ฝุ่นดอมเรยไม่ดีพอ และปล่อยให้เด็กกว่า 150,000 คน ตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะขาดสารอาหารเป็นเวลามากกว่า 10 วัน หลังพายุเคลื่อนผ่าน

ในเดือนต.ค. การพยากรณ์ล่าช้ายังตกเป็นจำเลยของเหตุการณ์น้ำท่วมและดินถล่มที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 68 คน ในระยะเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศ ที่กลายเป็น 1 ในเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งรุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในภูมิภาค.


https://mgronline.com/indochina/detail/9600000122663
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 21,246
Default

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าวอิศรา


ยูเอ็นประกาศ 5 ธันวาเป็นวันหมอกควันสากล ยกปัญหามลพิษทางอากาศ

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ประกาศให้ 5 ธันวา เป็นวันหมอกควันสากล ยกระดับปัญหามลพิษทางอากาศร่วมกัน หลังพบอัตราเสียชีวิตสูงหลัก 6.5 ล้านคน



เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.60 โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UN Environment ประกาศให้วันที่ 5 ธันวาคมเป็นวันหมอกควันสากล( International Smog Day) เพื่อรำลึกถึงคนที่เสียชีวิตจากปัญหามลพิษทางอากาศ ขณะเดียวกันการประกาศครั้งนี้ถือเป็นนิมิตหมายแรกในการยกปัญหาเรื่อมลพิษทางอากาศขึ้นเป็นปัญหาใหญ่ร่วมกัน เพื่อต้องการให้ทุกคนร่วมหาทางออกในการแก้ปัญหาดังกล่าวอีกด้วย

UN Environment ระบุว่า วันนี้พวกเรามีตัวเลือกมากมายในชีวิต การหายใจกลับไม่ใช้หนึ่งในนั้น เพราะไม่ว่าเราจะใช้ชีวิตอยู่ที่ไหน ไม่ว่าอากาศที่หายใจนั้นจะมีมลพิษเท่าใด เราก็ยังต้องหายใจ ตลอดหนึ่งชีวิตของเรา ต้องการอากาศหายใจมากถึง 250 ล้านลิตร เฉลี่ย 10,000,000 ลิตรทุกวัน

วันหมอกควันสากล เกิดขึ้นจากการได้แบ่งปันประสบการณ์ของผู้คนที่ใช้ชีวิตในสองเมืองใหญ่ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง อย่างกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร และกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย แต่ผลการพูดคุยในครั้งนั้นกลับไปไกลกว่าที่คิดไว้มาก ซึ่งวันหมอกควันสากล ยังเป็นการสนับสนุน โครงการของ UN Environment ในแคมเปญเอาชนะมลพิษ และ แคมเปญหายใจเพื่อชีวิต โดยความพยายามในการนำเอาเรื่องราวเหล่านี้ไปสร้างรูปธรรมเพื่อทำให้เกิดการลดมลพิษทางอากาศได้จริง

ซึ่งวันหมอกควันสากลเกิดจากข้อตกลงกันในการประชุมสภาสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติซึ่งเป็นงานชุมนุมระดับโลก การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อมลพิษ

ในรายงานด้านสภาพมลพิษโดยคณะกรรมาธิการด้านมลพิษและสุขภาพประจำสถาบันสำรวจตรวจวัดสุขภาพแลนแซท (The Lancet Commission on Pollution and Health) ฉบับล่าสุดระบุว่าในปี 2015 มลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตโดยอัตราการเสียชีวิตจากสาเหตุนี้มากถึง6.5 ล้านคน

ขณะที่ช่วงต้นเดือนพฤษจิกายนที่ผ่านมา กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย มีดัชนีมลพิษทางอากาศที่เป็นมาตรฐานสากลหรือ ค่า AQI (Air Quality Index) เฉลี่ยประมาณ 600-800 ซึ่งอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายอย่างมากต่อสุขภาพ โดยในรายงานข่าวระบุว่า มลพิษ (smog) ในกรุงนิวเดลีนั้นเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม ควันพิษจากรถยนต์ การก่อสร้าง และจากการเผาฟางและเศษผลผลิตที่เหลือจากเกษตรกรรมหลังสิ้นฤดูการเก็บเกี่ยวในรัฐโดยรอบกรุงนิวเดลี อาทิ รัฐหริยาณา (Haryana) และรัฐปัญจาบ (Punjab) ซึ่งปัญหามลพิษในกรุงนิวเดลีมักจะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงฤดูหนาว (ระหว่างเดือน ต.ค.- มี.ค.)

ด้าน สถานการณ์มลพิษ ขนาด PM 2.5 ในประเทศไทย ของกรีนพีช เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระบุว่า จากการประมวลค่าเฉลี่ยของความเข้มข้นฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) จากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ 19 จุด ใน 14 เมืองทั่วประเทศ ช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ของปี 2560 พบว่า ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของ PM 2.5 ทั้ง 14 เมือง ได้แก่เชียงใหม่ ลำปาง น่าน ตาก ขอนแก่น สระบุรี กรุงเทพฯ ปราจีนบุรี สมุทรสาคร สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง ราชบุรี และสงขลาเกินค่าความปลอดภัยตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ไม่ควรเกิน 10 ไมโครกรัม/ลบ.ม.


https://www.isranews.org/isranews-ne...mog-61715.html
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 21,246
Default

ขอบคุณข่าวจาก Greennews


เอ็ม.วี.ซีฟเดค กับภารกิจเพื่อทะเลยั่งยืน



กว่า 24 ปี กับการโลดแล่นในน่านน้ำทั่วทั้งอาเซียน มหาสมุทรอินเดีย รวมถึงทะเลจีนใต้ ของเรือ M.V. SEAFDEC (เอ็ม.วี.ซีฟเดค) กับการปฏิบัติภารกิจเพื่อความยั่งยืนของการประมงในภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้

นับล้านไมล์ทะเล ที่เรือสำรวจและฝึกอบรมลำนี้ออกภารกิจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะเป็นการฝึกอบรมทำประมงอวนล้อม เบ็ดราว ลอบน้ำลึก เบ็ดราวหน้าดินแนวดิ่ง สำรวจสมุทรศาสตร์ ชีววิทยา และสิ่งแวดล้อมbพร้อมทั้งสนับสนุนการสำรวจทางทะเลในอ่าวไทย ทะเลอันดามัน ที่ส่วนใหญ่เป็นโครงการระดับนานาชาติ

คมน์ ศิลปาจารย์ เลขาธิการศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีฟเดค) เล่าว่า เรือลำนี้คือเรือหนึ่งเดียวในประเทศ ที่สามารถใช้ในการติดตั้งทุ่นเตือนภัยสึนามิ เนื่องจากมีอุปกรณ์การติดตั้งพร้อม ทั้งเครื่องวัดความลึกพื้นน้ำ พื้นทะเล และอุปกรณ์เทคโนโลยีที่เรือลำอื่นไม่มี

เรือ เอ็ม.วี.ซีฟเดค เป็นเรือที่ได้รับการสนับสนุนงบจัดสร้างจากรัฐบาลญี่ปุ่น และได้รับมอบเมื่อปี 2536 มีระวางขับน้ำ 1,178 กรอสตัน สามารถรองรับลูกเรือและผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ประมาณ 50 คน

เนื่องจากเรือถูกออกแบบเพื่อใช้ในการสำรวจสมุทรศาสตร์ จึงมีเครื่องมือและเทคโนโลยีต่างๆ ที่ทันสมัย เช่น ยานสำรวจใต้น้ำ เครื่องวัดคุณภาพน้ำ กระบอกเก็บน้ำ ชุดเครื่องมือวัดค่าต่างๆ เครื่องมือเก็บตะกอนบนพื้นทะเล รวมทั้งห้องปฏิบัติการและห้องเรียนภายในลำเรือ

ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี เรือ เอ็ม.วี.ซีฟเดค พร้อมด้วยลูกเรือกว่า 18 ชีวิต เดินทางปฏิบัติภารกิจมากมาย แม้บางครั้งต้องเผชิญมรสุมรุนแรงเสี่ยงถึงชีวิต แต่ทุกคนก็ไม่เคยหวั่นไหว เพียงเพื่อให้ท้องทะเลและทรัพยากรมีความยั่งยืน สืบต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด


https://greennews.agency/?p=15245
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 21,246
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


IUCN ขึ้นบัญชี 'โลมาอิรวดี' เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์

สหพันธ์อนุรักษ์ธรรมชาติสากล เลื่อนฐานะสิ่งมีชีวิตหลายชนิดให้อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ โดยเฉพาะโลมาอิรวดี ที่จำนวนลดลงไปกว่าครึ่งในรอบ 60 ปี



สหพันธ์อนุรักษ์ธรรมชาติสากล หรือ IUCN จัดการประเมินความเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตทั่วโลกและพบว่า ?โลมาอิรวดี? มีจำนวนลดลงไปกว่าครึ่ง ในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา จึงได้ปรับเปลี่ยนสถานะจากสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ ไปอยู่ในบัญชีใกล้สูญพันธุ์

นอกจากนี้ ?โลมาไร้ครีบ? ซึ่งมีแหล่งอาศัยอยู่ในทวีปเอเชียเช่นเดียวกับโลมาอิรวดี ก็ถูกเลื่อนให้อยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์เต็มทีเช่นกัน เนื่องจากจำนวนได้ลดลงครึ่งหนึ่งในช่วง 45 ปีที่ผ่านมา



ขณะเดียวกัน ทางสหพันธ์ได้เลื่อนสถานะของตัวพอสซั่ม สัตว์คล้ายหนูที่มีกระเป๋าหน้าท้อง ที่มีถิ่นอาศัยในออสเตรเลีย ก็ถูกเลื่อนสถานะ 2 ขั้น จากเสี่ยงสูญพันธุ์เป็นใกล้สูญพันธุ์เช่นกัน ในส่วนของพืชก็มีการปรับเปลี่ยนด้วย เช่น ข้าวป่า 3 ชนิด รวมถึงพืชกินหัว จำพวก เผือก มัน มันแกว อีก 17 สายพันธุ์ ก็อยู่ในจำพวกเสี่ยงสูญพันธุ์เช่นเดียวกัน


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...E0%B8%99/71077


*********************************************************************************************************************************************************


ชาวบ้านเกาะลิบง ช่วยเหลือพะยูนเกยตื้นลงสู่ทะเล

ชาวบ้านเกาะลิบง จังหวัดตรัง ช่วยกันนำพะยูนเกยตื้นกลับลงสู่ทะเล หลังเข้ามาหาอาหารเพลินจนน้ำทะเลลดลงแล้วกลับลงสู่ทะเลไม่ได้



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง และชาวบ้านช่วยกันผลักพะยูนเพศผู้ น้ำหนักตัวกว่า 200 กิโลกรัม ที่ขึ้นมาเกยตื้นบนหาดกลับลงสู่ทะเล แต่ด้วยน้ำหนักตัวที่มาก ประกอบกับสภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงของพะยูนตัวนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่และชาวบ้านไม่สามารถผลักพะยูนยักษ์ตัวนี้กลับลงสู่ทะเลได้ จึงต้องเปลี่ยนมาใช้วิธีเอาผ้าใบวางรอง แล้วช่วยกันยกพะยูนยักษ์ตัวนี้ลงไปในทะเลได้อย่างปลอดภัย

สำหรับสาเหตุที่พะยูนขึ้นมาเกยตื้นนั้น คาดว่า พะยูนน่าจะขึ้นมากินหญ้าทะเล ซึ่งเป็นอาหารหลักของพะยูนตอนน้ำขึ้น แล้วกินจนเพลิน พอน้ำลดเลยกลับไปในทะเลไม่ทัน โดยในช่วงที่ผ่านมาชาวบ้านมักพบเห็นพะยูนมาเกยตื้นเป็นประจำและช่วยผลักดันกลับทะเลเป็นประจำ เพราะบริเวณรอบเกาะลิบงเป็นพื้นที่อาศัยของพะยูนมากที่สุดของทะเลตรัง และมักมีนักท่องเที่ยว เหมาเรือมาเที่ยวชมฝูงพะยูน และพะยูนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ตื่นกับนักท่องเที่ยวที่เข้าใกล้แต่อย่างใด


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...E0%B8%99/71027
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 23:52


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2017, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger