เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 6 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 21,246
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม 2560

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ภาคใต้ยังมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางพื้นที่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย โดยเฉพาะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา สถานการณ์นี้มีต่อเนื่องจนถึงวันที่ 8 ธ.ค. 60 นี้ หลังจากนั้นในช่วงวันที่ 9-11 ธ.ค. 60 จะมีฝนตกหนักบางพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยยังต้องเฝ้าระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ฝนตกสะสมที่ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งไว้ด้วย พื้นที่ที่มีน้ำท่วมอยู่แล้วต้องเฝ้าระวังต่อไปอีก ส่วนอ่าวไทยและทะเลอันดามันคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง และประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย สำหรับประเทศไทยตอนบนมีอุณหภูมิสูงขึ้น 1-3 องศาเซลเซียส กับมีหมอกบางในตอนเช้า แต่ยังคงมีอากาศเย็นในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงหนือ และภาคกลาง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆบางส่วน อุณหภูมิจะสูงขึ้น 1-2 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 7-8 ธ.ค. ประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็นในตอนเช้า สำหรับภาคใต้ยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักบางพื้นที่โดยเฉพาะบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออก ตั้งแต่จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา

ส่วนในช่วงวันที่ 9-12 ธ.ค. ประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศหนาวเย็นลง อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง

สำหรับสถานการณ์ฝนบริเวณภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะล และนราธิวาส จะยังคงมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ตลอดช่วง


ข้อควรระวัง

ประชาชนบริเวณภาคใต้ยังคงต้องระวังฝนตกหนัก และฝนที่ตกสะสมที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำท่วมขังเพิ่มเติม สำหรับชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันขอให้เดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีควรงดออกจากฝั่งในระยะนี้

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (91.3 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (99.4 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (89.8 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 6 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 21,246
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


แห่ดูคลิปถล่มทลาย! สุดระทึก นักเล่นเซิร์ฟหนีคลื่นยักษ์กลางทะเล โดนซัดคว่ำ



ชาวเน็ตแห่ดูถล่มทลาย จนกลายเป็นคลิปไวรัล..นาทีสุดระทึก นักเล่นเซิร์ฟจากบราซิล หนีคลื่นยักษ์ไล่หลัง แต่ไม่พ้น เพื่อนเห็นเหตุการณ์ บึ่งเจ็ตสกีเข้ามาช่วย เจอคลื่นอีกลูกซัดจนคว่ำกลางทะเลในโปรตุเกส

เมื่อ 6 ธ.ค.60 สื่อต่างประเทศเผยแพร่คลิปสุดระทึก ที่กลายเป็นคลิปไวรัลบนโลกออนไลน์ มีชาวเน็ตแห่เข้าไปดูคลิปถล่มทลายมากถึง 20 ล้านวิว ภายในระยะเวลาแค่ 2-3 วันที่ผ่านมา โดยเป็นคลิปที่ถูกบันทึกโดยอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ขณะที่ นักเล่นเซิร์ฟมือโปรชาวบราซิล ลูคัส ?สคูบี? เวียนา กำลังเล่นเซิร์ฟอยู่กลางทะเลในเมืองนาซาเร่ ประเทศโปรตุเกส ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงฤดูที่เกิดคลื่นใหญ่ ?Big Wave Season? ทันใดนั้นได้มีคลื่นยักษ์สูงมหึมานับ 70 ฟุต ตามไล่หลังสคูบีมาติดๆ ด้วยความเร็วประมาณ 80 กม./ชม. ขณะที่สคูบีก็พยายามเล่นเซิร์ฟหนีคลื่น แต่แล้วเขาก็หนีไม่พ้น จนโดนคลื่นซัด และเขาได้หล่นจากกระดานโต้คลื่น



นาทีแห่งความระทึกไม่ได้หยุดเพียงแค่นี้ เพราะ ชัมโบ ซึ่งเป็นเพื่อนของสคูบี เห็นสคูบีตกจากเซิร์ฟแล้ว จึงได้รีบขับเจ็ตสกีเข้าไปช่วยเพื่อนขึ้นจากทะเล แต่แล้วทั้งสองกลับเผชิญกับคลื่นยักษ์สูงอีกลูกไล่หลัง และพยายามจะบึ่งเจ็ตสกีหนี แต่สุดท้ายเจ็ตสกีได้ล่มคว่ำใกล้กับบริเวณที่มีโขดหินอันตราย เดชะบุญ ท่ามกลางความหวาดเสียว อีเวอรัลโด ?ปาโต? ไทเซียรา นักเล่นเซิร์ฟจากบราซิลที่เห็นเหตุการณ์อยู่ใกล้ๆ ได้รีบบึ่งเจ็ตสกีไปช่วยเหลือสคูบีและชัมโบ ท่ามกลางความยากลำบาก จากคลื่นที่ซัดรุนแรง จนทั้งสองปลอดภัย

ทั้งนี้เหตุการณ์ระทึกนี้เกิดขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา แต่ได้มีการนำมาแชร์กันจนกลายเป็นคลิปไวรัลบนโลกออนไลน์ ในช่วงต้นเดือน ธ.ค.60 โดยคลิปดังกล่าวผลิตโดย Red Bull และต่อมา National Geographic ได้ซื้อลิขสิทธิ์ และรายการสารคดีทั่วโลกหลายสิบแห่งได้ซื้อลิขสิทธิ์คลิปนี้ กระทั่งได้ถูกนำมาเผยแพร่ทางยูทูบ.


https://www.thairath.co.th/content/1145630

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 6 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 21,246
Default

ขอบคุณข่าวจาก เดลินิวส์


'อีไอเอ' เป็นพระเอกช่วยปกป้อง หรือหลอกหลอนใคร?? ................... คอลัมน์พุ่มไม้ใบบัง โดย นริศ ขำนุรักษ์

สัปดาห์นี้มาดูการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ?อีไอเอ? ว่าจะช่วยประชาชนด้านสุขภาพหรือเป็นผู้ร้ายหลอกหลอนใครกันแน่??


?
?อีไอเอ? (EIA) หรือการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และ ?อีเอชไอเอ? (EHIA) หรือกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ? ทั้ง 2 คำนี้จะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันอย่างกว้างขวางเสมอ เมื่อมีการจัดทำโครงการใหญ่ๆ ขึ้นในประเทศ เช่น ขณะนี้คือการก่อสร้างโรงไฟฟ้าทั้งเทพา และกระบี่ จึงมาทำความรู้จัก EIA และ EHIA กันครับ

ทั้ง EIA และ EHIA ถือเป็นเครื่องมือของรัฐในการคุ้มครองประชาชนที่เกิดผลกระทบทั้งทางด้านสุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต และอีกหลากหลายด้าน อันเกิดจากปัญหาสิ่งแวดล้อม มีใช้กันทั่วโลก ซึ่งแต่ละประเทศออกแบบอย่างไร? เข้มจางอย่างไร? ขึ้นอยู่กับพื้นฐานและปัญหาของแต่ละประเทศ จึงแตกต่างกันออกไป

โดยที่สำคัญจะขึ้นอยู่กับท่าที และความคิดความเห็นของผู้นำ หรือผู้บริหารของแต่ละประเทศนั้นด้วย ยกตัวอย่างในประเทศไทย อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร เคยมองว่า EIA เป็นปัญหาและขัดขวางการพัฒนาประเทศ จึงใช้อำนาจสั่งให้ดำเนินการ โครงการแหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี โดยไม่ต้องทำ EIA?

หรือ อดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ได้อภิปรายในสภาว่า EIA เป็นอุปสรรคของประเทศในการพัฒนาบ้านเมือง และอีกหนึ่งตัวอย่างคือ ครม.สมัยอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ฯ ได้อนุมัติให้สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ก่อน EIA อนุมัติ เหล่านี้เป็นต้น ท่าทีแบบนี้เป็นการปฏิเสธ EIA และ EHIA



แต่อย่างไรก็ตาม EIA ก็ยังคงอยู่มาได้อย่างยาวนาน และทำหน้าที่คุ้มครองปกป้องประชาชนและประเทศชาติเรื่อยมา เห็นได้จาก กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และโดยเฉพาะปี 2550 บัญญัติไว้ใน มาตรา 67 เกี่ยวกับการให้สิทธิประชาชนในการดูแลรักษา การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคุ้มครองให้ประชาชนดำรงชีพอยู่ดีโดยไม่มีอันตรายต่อสุขภาพอนามัย หรือคุณภาพชีวิต?

โดยกำหนดให้การดำเนินโครงการ หรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจะกระทำมิได้?เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน?และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อน
?
รวมทั้งให้มีองค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ?ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว และให้สิทธิชุมชนที่จะฟ้องหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ?รัฐวิสาหกิจ?ราชการส่วนท้องถิ่น?หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล?เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัตินี้
?
บทบัญญัติดังกล่าวนี้ถือเป็นการดูแลและคุ้มครองประชาชนที่ก้าวหน้ากว่าทุกฉบับ แต่รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวกลับถูกฉีกด้วย คสช. ความในบทบัญญัติดังกล่าวได้หายไป หรือคือไม่มีการคุ้มครองประเทศชาติและประชาชนจากปัญหาสิ่งแวดล้อมไปชั่วเวลาหนึ่ง เพราะไม่ไปปรากฏในรัฐธรรมนูญชั่วคราว หรือคำสั่ง คสช.ใดๆ แล้ว

จนภายหลังมีคำสั่ง คสช.ที่ 9/2559 แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติว่า...
?
?ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อประโยชน์ในการดำเนินโครงการหรือกิจการด้านการคมนาคมขนส่ง?การชลประทาน?การป้องกันสาธารณภัย?โรงพยาบาล?หรือที่อยู่อาศัย?ในระหว่างที่รอผลการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ส่วนราชการ?รัฐวิสาหกิจ?หรือหน่วยงานอื่นของรัฐซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการหรือกิจการนั้น?อาจเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้พิจารณาอนุมัติดำเนินการเพื่อให้ได้มา?ซึ่งเอกชนผู้รับดำเนินการตามโครงการหรือกิจการไปพลางก่อนได้?แต่จะลงนามผูกพันในสัญญาหรือให้สิทธิกับเอกชนผู้รับดำเนินการตามโครงการหรือกิจการไม่ได้?


?
ถือว่าได้มีการคุ้มครองในระดับหนึ่ง?จนคลอดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี 2560 จึงได้กลับมามีการคุ้มครองในเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าจะไม่เข้มข้นเหมือนเดิมก็ตาม

แต่อย่างไรก็ตาม EIA เป็นทั้ง ?พระเอกของบางคน? และเป็น ?ผู้ร้ายที่คอยหลอกหลอนของบางคน? ไปด้วยกัน เพื่อให้ได้รับการยอมรับ จึงต้องมีการแก้ไขทุกอุปสรรค ทั้งการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากความล่าช้าของ EIA?และพัฒนา EIA ให้มีความแม่นยำ น่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น หรือให้มีมาตรฐานที่ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งสามารถทำได้และทำกันมาแล้วในหลายๆ ประเทศ ไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหาให้เอกชนผู้รับเหมาเท่านั้น

การแก้ปัญหาและพัฒนา EIA ต้องสร้างความมั่นใจให้กับ ?กลุ่มนักวิชาการ??หรือ ?นักอนุรักษ์? และพี่น้องประชาชน ว่าได้รับการคุ้มครอง ไม่ให้ได้รับความเดือดร้อน และไม่ใช่แก้ไขไปเอื้อใคร โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ด้านการคมนาคม ด้านชลประทาน และโรงไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งมักจะกระทบ และเป็นปัญหาการทำลายสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชนท้องถิ่นตลอดมา

จนถึงเวลานี้...เห็นสมควรว่าผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยเฉพาะ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ( ทส.) ต้องเป็นเจ้าภาพหลัก หยิบยกขึ้นมาทบทวนได้แล้ว เพราะหากปล่อยเช่นนี้ โดยไม่มีการแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น จะทำให้รัฐบาลได้รับความเสียหายได้ เพราะทั้ง EIA และ EHIA เป็นสิ่งสะท้อนภาพลักษณ์ของรัฐบาล และผู้บริหารประเทศว่าเป็นเช่นไร และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทั่วโลกให้ความสนใจ และเฝ้าจับตามองอยู่ตลอดเวลา...


https://www.dailynews.co.th/article/614145

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 6 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 21,246
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


จีน พบฟอสซิลต้นกำเนิดหอยดึกดำบรรพ์ อายุกว่า 518 ล้านปี


ภาพวาดสิ่งมีชีวิตที่มีความยาว 2 เซนติเมตร นี้ มีชื่อว่า Orthrozanclus elongata ซึ่งมีชีวิตอยู่ในยุค ยุคแคมเบรียน (Cambrian)

เจียงซูมีเดียเพรส ( 4 ธ.ค.) รายงานการค้นพบฟอสซิลสิ่งมีชีวิตในเขตเฉิงเจียง มณฑลยูนนาน โดยบังเอิญ โดย จ้าว ฟางเฉิน นักชีวเคมีจากสถาบันวิจัยธรณีวิทยาหนานจิง หน่วยงานในสังกัดสถาบันวิทยาศาสตร์จีน กล่าวว่า พบฟอสซิลสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ ซึ่งมีลักษณะกระดูกที่เรียงยาวด้านหลัง และมีความแตกต่างจากฟอสซิลที่เคยพบก่อนหน้านี้ในเขตเฉิงเจียงนี้

การวิจัยศึกษา ฟอสซิลโครงสร้างกระดูกสันหลังและกระดูกซี่โครงนี้ ได้เปิดเผยใน Nature Researchers ว่าสิ่งมีชีวิตที่มีความยาว 2 เซนติเมตร นี้ มีชื่อว่า Orthrozanclus elongata ซึ่งมีชีวิตอยู่ในยุค ยุคแคมเบรียน (Cambrian) และนี่เป็นครั้งแรกที่ค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของสิ่งมีชีวิตยุคนี้ในจีน โดยก่อนหน้านี้ เป็นการค้นพบฟอสซิล อายุ 505 ล้านปี ในประเทศแคนาดา

จ้าว ฟางเฉิน กล่าวว่า ฟอสซิลนี้เป็นของสิ่งมีชีวิตคล้ายหอยแมลงภู่ ดำรงอยู่ชีวิตอยู่ตามพื้นผิวด้านล่างของมหาสมุทรและกินอาหารสาหร่ายเพื่อความอยู่รอด



ผู้เชี่ยวชาญในประเทศจีน กล่าวในรายงานวิทยาศาสตร์ว่า การศึกษาตัวอย่างของสิ่งมีชีวิตคล้ายหนอนนี้ จะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับวิวัฒนาการของมอลลัสกา ( Mollusca) สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง หรือ สัตว์ที่มีลำตัวนิ่มเช่น หอย ปลาหมึก นอกจากนั้นยังให้ข้อมูลใหม่ๆ ของวิวัฒนาการ และการกำเนิดสิ่งมีชีวิตในยุคแคมเบรียน

ข้อมูลธรณีวิทยา ระบุว่า ยุคแคมเบรียนเป็นธรณีกาลยุคแรกของมหายุคพาลีโอโซอิก อยู่ในช่วง 542 ? 0.3 ล้านปีมาแล้วถึง 488.3 ? 1.7 ล้านปีมาแล้ว ก่อนจะเข้าสู่ยุคออร์โดวิเชียน

ยุคแคมเบรียนเป็นช่วงสำคัญของการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตบนโลก ก่อนยุคแคมเบรียน สิ่งมีชีวิตนั้นมีขนาดเล็กและเรียบง่าย ก่อนจะค่อยๆ เป็นองค์ประกอบซับซ้อนในอีกล้านปีถัดมา


ในยุคแคมเบรียนนี้ไม่พบสิ่งมีชีวิตบนพื้นดิน โดยรูปแบบของสิ่งมีชีวิตเวลานั้น มีความหลากหลายและเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นการ ?ระเบิด? ทางชีวภาพ ที่จู่ๆ สิ่งมีชีวิตก็เกิดอุบัติมาพร้อมๆ กันในช่วงเวลาเดียวกัน ปรากฏการณ์ดังกล่าวเรียกว่า Cambrian explosion หรือ Biological Big Bang สิ่งมีชีวิตที่บังเกิดขึ้นมีหน้าตาก็ล้วนแปลกประหลาดอัศจรรย์ทั้งสิ้น เป็นสิ่งมีชีวิตไม่มีกระดูกสันหลังอาศัยอยู่ในทะเล เช่น ไทรโลไบต์ เป็นต้น


https://mgronline.com/china/detail/9600000122491

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 6 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 21,246
Default

ขอบคุณข่าวจาก ข่าวสด


พบรีสอร์ตสุดหรูยุคโรมันใต้ทะเล ถูกภูเขาไฟเขย่าจมหายไปหลายศตวรรษ


CREDIT: PEN NEWS/ANTONIO BUSIELLO

เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. เดอะซันรายงานการค้นพบเมืองใต้น้ำสุดหรูยุคซีซาร์แห่งโรมันโบราณที่จมอยู่ใต้น้ำกว่าหลายศตวรรษ นักประวัติศาสตร์ชี้ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นเสมือนเมืองพักตากอากาศสำหรับร่ำสุรา จิบไวน์ของชาวโรมันในสมัยนั้น แต่ด้วยเหตุภูเขาไฟระเบิดทำให้เมืองแห่งนี้ต้องจมลงสู่ทะเล

ภาพของรีสอร์ตใต้น้ำเบยีเผยออกมาให้ผู้สนใจได้รับชม ซากโบราณใต้น้ำบางชิ้นจากสถานที่แห่งยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ และเปิดรอให้บรรดานักดำน้ำได้เข้ามาเยี่ยมชมความงามใต้ผืนน้ำแห่งนี้


CREDIT: PEN NEWS/ANTONIO BUSIELLO

นายอันโตนิโอ บูซิเอลโล วัย 45 ปี ชาวเนเปิลส์ดำดิ่งลงไปใต้น้ำ พร้อมบันทึกภาพกำแพงเมือง ถนน งานโมเสกที่ใต้น้ำ หรือแม้กระทั่งรูปปั้นที่รอดจากภัยภูเขาไฟเมื่อหลายศตวรรษก่อน

?เมืองนี้ถือเป็นหนึ่งในเมืองสำคัญในช่วงหลายร้อยปีที่อาณาจักรโรมันยังรุ่งเรือง? นายบูซิเอลโล่กล่าว


Baiae was the resort of choice for the Roman super-rich where they built vast mansions / CREDIT: PEN NEWS/ANTONIO BUSIELLO

สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ใต้ผิวน้ำทะเลของอ่านเนเปิลส์ ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอิตาลี ซึ่งตามคำบอกเล่าของนายบูซิเอลโลที่อธิบายไว้ว่า ปลินี ผู้ลูก หรือไกอิอุส เซซิลิอุ ซิโล นักเขียน นักกฎหมายและนักการเมืองอาณาจักรโรมันโบราณเคยอาศัยอยู่ที่นี้ และเมื่อช่วงก่อนคริสต์ศวรรษที่ 79 ภูเขาไฟเวซุวิอุสได้ปะทุขึ้นและทำลายทั้งเมืองแห่งนี้ ปอมเปอี และเมืองแฮร์คูเลเนอูม


Historians claim the city was a notorious party town for the great and the good of Rome / CREDIT: PEN NEWS/ANTONIO BUSIELLO

?การดำน้ำในสถานที่แห่งนี้ มันเหมือนกับการศึกษาประวัติศาสตร์ไปในตัว และเมื่อดูที่ซากปรักหักพักใต้น้ำ มันยากนะ ที่จะอธิบายความสวยงามออกมาเป็นคำพูด? นายบูซิเอลโลกล่าว


https://www.khaosod.co.th/around-the...ws/news_659302

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 6 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 21,246
Default

ขอบคุณข่าวจาก แนวหน้า


'Invasive Species' ภัยร้ายทำลายระบบนิเวศ



?สิ่งมีชีวิตต่างถิ่น? ข้อมูลจาก กลุ่มงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้ ในบทความ ?ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (Alien Species)? ระบุว่า หมายถึง ชนิดพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยปรากฏในถิ่นใดถิ่นหนึ่งมาก่อน แต่ได้ถูกนำเข้ามาหรือเดินทางเข้ามายึดครองและดำรงชีพอยู่ในอีกถิ่นหนึ่ง ซึ่งอาจอยู่ได้อย่างดีหรือไม่ดีนั้น ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของปัจจัยแวดล้อมและการปรับตัวของชนิดพันธุ์นั้นๆ

และหลายครั้งที่สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ไปอยู่ในพื้นที่ที่ ?ไม่มีกลไกควบคุมตามธรรมชาติ? อาทิ สัตว์นักล่า อย่างในถิ่นกำเนิดดั้งเดิม จึงสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วจน ?ยึดครอง? พื้นที่ใหม่นั้น พร้อมๆ กับ ?ทำลาย? สิ่งมีชีวิตท้องถิ่นจนแทบหมดสิ้น ลักษณะนี้เรียกว่า ?ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน (Invasive Species)? ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศเป็นอย่างมาก

เหตุการณ์ Invasive species ที่ทำเอาสังคมไทย ?แตกตื่น? ครั้งล่าสุด เกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือน พ.ย.2560 ที่ผ่านมา เมื่อมีรายงานการค้นพบ ?สัตว์ปริศนา?รูปร่างเป็นหนอนลำตัวยาวสีดำกำลังกินหอยทากอยู่ณ บ้านหลังหนึ่งใน อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ซึ่งผู้พบเห็นสังเกตแล้วไม่ทราบว่าเป็นตัวอะไร จึงถ่ายรูปส่งให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบ กระทั่งในเวลาต่อมาสามารถยืนยันได้ว่า สัตว์ดังกล่าวคือ ?หนอนตัวแบนนิวกินี (New Guinea Flatworm)? และหลังจากนั้นก็มีรายงานเข้ามาเป็นระยะๆ ว่าพบหนอนชนิดนี้ในอีกหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

เว็บไซต์ siamensis.org ซึ่งเป็นเครือข่ายผู้สนใจศึกษาประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เผยแพร่บทความ?รายงานการพบหนอนตัวแบนนิวกินีในประเทศไทย? ที่เขียนโดยผู้ก่อตั้งเครือข่ายดังกล่าว ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ นักธุรกิจที่ผันตัวไปเรียนต่อและคว้าปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องปลาน้ำจืดคนหนึ่งของไทย ระบุว่า หนอนตัวแบนชนิดนี้มีรายงานถูกปล่อยและหลุดออกสู่ธรรมชาตินอกถิ่นอาศัยตามธรรมชาติหลายแห่ง และมีรายงานรุกราน ?กินหอยทากท้องถิ่น? จนสูญพันธุ์

ทำให้ ?สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ (IUCN)? จัดให้หนอนตัวแบนนิวกินีเป็น ?1 ในร้อยสัตว์รุกรานต่างถิ่นที่น่ากลัวที่สุดของโลก (100 of the World?s Worst Invasive Alien Species)? ทั้งนี้นอกจากประเทศในหมู่เกาะมหาสมุทรแปซิฟิกแล้วหนอนตัวแบนนิวกินียังมีรายงานรุกรานในฝรั่งเศส, รัฐฟลอริดา (Florida) สหรัฐอเมริกา และที่ใกล้ประเทศไทยที่สุดคือสิงคโปร์

นอกจากนี้ หนอนตัวแบนนิวกินี ยังเป็น ?พาหะแพร่เชื้อ Angiostrongylus cantonensis หรือพยาธิปอดหนู/พยาธิหอยโข่ง? ซึ่งติดต่อสู่คนได้ โดยพยาธิดังกล่าวมีหนูเป็นพาหะหลัก ไม่สามารถเจริญเติบโตจนครบวงจรในร่างกายคนได้ แต่ตัวอ่อนจะไปอาศัยอยู่ในระบบประสาทส่วนกลางของผู้ติดเชื้อและตายลง ทำให้เกิดการอักเสบในเยื่อหุ้มสมอง โดยผู้ติดเชื้อพยาธิจะมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรง เป็นไข้ อาเจียนพุ่ง คอแข็ง ตาพร่ามัวท้องเสีย และปวดกล้ามเนื้อ เป็นต้น แต่ถ้ามีการติดเชื้ออย่างรุนแรงสามารถนำไปสู่อาการเรื้อรังของโรคจนอาจทำให้เสียชีวิตได้

ศ.ดร.สมศักดิ์ ปัญหา เมธีวิจัยอาวุโส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และอาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงานแถลงข่าว ?หนอนตัวแบนนิวกินี : แนวทางการวิจัยเพื่อให้ความรู้แก่สังคม และเพื่อการควบคุมการระบาด? ณ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ว่า หนอนตัวแบนนิวกินี มีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ ?Platydamus Manokwari? ถูกค้นพบครั้งแรกที่เมืองManokwari บนเกาะปาปัวตะวันตก ประเทศอินโดนีเซีย ในปี 2506

หนอนตัวแบนนิวกินี เป็นสัตว์ประเภทหนอนตัวแบน (Planaria) ลำตัวยาว 5-7 ซม. กว้าง 0.5 ซม. มีเส้นพาดลำตัวสีขาว หัวแหลม เคลื่อนที่รวดเร็ว และเป็นสัตว์ที่มีนิสัยก้าวร้าว ทั้งนี้มีบางประเทศที่ ?จงใจ? นำหนอนดังกล่าวเข้าไปในพื้นที่ของตน เช่น ญี่ปุ่น เนื่องจากเจอการระบาดของ หอยทากแอฟริกา (Giant African Snails) ที่ทหารญี่ปุ่นนำเข้าไปเป็นอาหารในกองทัพ

ทว่าต่อมา หอยทากแอฟริกา กลับแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วพร้อมกัดกินพืชผลทางการเกษตรของชาวญี่ปุ่น จึงหวังว่าหนอนตัวแบนนิวกินีจะ ?ช่วยกำจัด? หอยทากแอฟริกาได้ แต่ผลที่ได้นั้นก็ไม่ต่างกัน หนอนตัวแบนนิวกินีแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วพร้อมกับกินหนอนและหอยทากพื้นถิ่นบนเกาะญี่ปุ่นเป็นอาหารไปด้วย ทำให้สถานการณ์ที่ไม่ดีอยู่แล้วยิ่งเลวร้ายลงไปกว่าเดิม

?ทีมงานผมไปเก็บตัวอย่างที่ จ.ปทุมธานี เขาบอกว่าถ้าอยากได้เยอะๆ ต้องมาตอนกลางคืนเพราะมันจะออกมา ถ้ามีฝนหรือชื้นหน่อยๆ นี่ก็ออกมา ที่เห็นคือถ้าหอยมันเดินอยู่ หนอนจะไม่จู่โจมเท่าไร คือหนอนตัวแบนเวลาจะกินเหยื่อ มันจะมีท้องที่ปล่อยน้ำย่อยออกมาภายนอก เมื่อหอยหดตัวเข้าไปมันก็จะรุมกันปล่อยน้ำย่อย พอหอยตายมันก็จะมีท่อออกมาดูดเข้าไป ผมเลยเรียกมันว่าหนอนหมู่ หนอนหัวค้อน (Hammerhead Worms ที่เป็นสัตว์ท้องถิ่นก็กินหอยกินไส้เดือนเหมือนกัน แต่ก้าวร้าวน้อยกว่า? อาจารย์สมศักดิ์ ระบุ

อย่างไรก็ตาม อาจารย์สมศักดิ์ กล่าวว่า ?อย่าเพิ่งตื่นตระหนก? เพราะเบื้องต้นยังไม่มีรายงานว่าหนอนตัวแบนนิวกินีส่งผลกระทบต่อพืชผลทางการเกษตรของไทย เพียงแต่ที่กลัวกันเพราะ ?การสับมันให้เป็นชิ้นๆ นอกจากจะไม่สามารถฆ่ามันได้แล้ว ยังกลายเป็นการแบ่งตัวให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นได้ด้วย? ดังนั้นหนอนชนิดนี้อาจจะติดไปกับผักแล้วเผลอบริโภคเข้าไป ส่วนเรื่องที่ว่าจะเป็นพาหะนำโรคภัยไข้เจ็บอะไรหรือไม่? ยังต้องทำการศึกษากันต่อไป

?แนวทางการปฏิบัติคือหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรง จริงๆ การจะได้สัมผัสโดยตรงมันก็ยากถ้าไม่ไปลงพื้นที่กันตอนมืดๆ สิ่งที่แนะนำคือให้ใช้เกลือโรยหรือใช้น้ำร้อนราด ห้ามสับหรือทุบ แต่เอาเกลือโรยก็ต้องระวังอีก เพราะหอยทากก็ไม่ถูกกับเกลือเช่นกัน โดนเกลือก็ตายได้? อาจารย์สมศักดิ์ ฝากทิ้งท้าย

อนึ่ง...ในประเทศไทยไม่ได้มีปัญหา Invasive Species แต่เพียงกรณีหนอนตัวแบนนิวกินีเท่านั้นก่อนหน้านี้ยังมีหลากหลายกรณีเกิดขึ้น และบางกรณียังส่งผลกระทบอยู่ในปัจจุบัน เช่น ?ผักตบชวา? ที่มีผู้นำเข้าจากอินโดนีเซียมายังประเทศไทย (สยาม) ในสมัยรัชกาลที่ 5แต่ต่อมาเกิดน้ำท่วมและผักตบชวาได้หลุดออกไปสู่แหล่งน้ำตามธรรมชาติ ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วจนกีดขวางเส้นทางสัญจรทางเรือ ปัญหาดังกล่าวรุนแรงถึงขั้นต้องมีการออก พ.ร.บ.สำหรับกำจัดผักตบชวา พ.ศ.2456ในสมัยรัชกาลที่ 6 มาเพื่อจัดการเป็นการเฉพาะ

หรือ ?ปลาเทศบาล-ปลาดูดกระจก? ที่บ้านเกิดของมันอยู่ในตอนกลางและตอนใต้ของทวีปอเมริกา แต่มีผู้นำไปขยายพันธุ์ในพื้นที่อื่นๆ รวมถึงนำเข้ามาในประเทศไทย ด้วยหวังจะให้ ?ดูดคราบตะไคร่ในกระจกตู้ปลา? เป็นการทำความสะอาดตู้ปลาไปในตัว แต่กลายเป็นว่ามันไล่ดูดเมือกปลาชนิดอื่นๆ ในตู้จนตายหมด ทำให้ต่อมามีการนำไปปล่อยทิ้งลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ทว่าปลาชนิดนี้?ทนต่อสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย? อย่างเหลือเชื่อ แม้กระทั่งพื้นที่น้ำเน่าเสียก็ยังมีรายงานว่ามันสามารถอยู่รอดได้จึงกลายเป็นปัญหาต่อระบบนิเวศของไทยจนทุกวันนี้

ทั้งนี้การเกิดขึ้นของ Alien Species หรือ Invasive Species นั้นอาจเป็นไปโดยไม่ตั้งใจ เช่น ติดมากับกองสินค้าจากต่างแดน หรือจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะจะเอาสัตว์ชนิดหนึ่งไปกำจัดสัตว์อีกชนิดหนึ่ง รวมถึงโดยตั้งใจ เช่น ผู้นิยมเลี้ยงสัตว์แปลกๆ ที่วันดีคืนดีอาจจะเบื่อหรือเลี้ยงไม่ไหว ก็แก้ปัญหาแบบมักง่ายด้วยการนำไปปล่อยในพื้นที่ธรรมชาติ

สังคมไทย ?ตระหนักรู้? เรื่องนี้แค่ไหน?!!!


Alien Species ไม่จำเป็นต้องกลายสภาพเป็น Invasive Species ก่อผลเสียเสมอไป บางครั้งยังอาจเป็นคุณได้เช่นกัน อาทิ กรณีของ ?พริก? (Chili ในภาษาอังกฤษ หรือ Chile ในภาษาสเปน) เป็นพืชพื้นถิ่นใน ?ทวีปอเมริกา? ต่อมาเมื่อชาวยุโรปค้นพบทวีปดังกล่าว ก็ได้นำพาพริกไปปลูกยังดินแดนอื่นๆ รวมถึงดินแดนประเทศไทย-สยาม ที่มีชาวโปรตุเกสนำเข้ามาในสมัยอาณาจักรอยุธยา และต่อมาได้กลายเป็น ?เครื่องปรุงคู่อาหารไทย? จนถึงปัจจุบัน


http://www.naewna.com/likesara/307350

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 6 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 21,246
Default

ขอบคุณข่าวจาก บ้านเมือง


ปภ.ประจวบฯ ติดตั้งธงแดง! ห้ามนทท.ลงเล่นน้ำทะเลหาดหัวหิน



วันที่ 6 ธันวาคม 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกิตติกรณ์ เทพอยู่อำนวย หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย( ปภ) จ. ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า จากอิทธิพลของมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีฝนตกต่อเนื่อง คลื่นทะเลมีความสูง 2 - 3 เมตร ล่าสุดได้แจ้งเตือนให้ทุกหน่วยงานดูแลบริเวณชายหาด ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมตั้งแต่พื้นที่ อ.หัวหิน ถึง อ.บางสะพานน้อย ติดตั้งธงแดงตลอดแนวชายหาด พร้อมจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังเหตุเพื่อป้องกันนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำทะเลอย่างเด็ดขาด เชื่อว่าไม่มีผลกระทบกับการท่องเที่ยวในระยะสั้น

นายกิตติกรณ์ กล่าวว่า สำหรับปัญหาคลื่นลมแรงส่งผลกระทบบริเวณอ่าวประจวบฯ เขตเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ คลื่นทะเลได้ซัดเข้าหาฝั่งค่อนข้างแรงทำให้ถนนเลียบชายทะเลมีน้ำท่วมบนผิวการจราจร ขณะที่ชาวประมงพื้นบ้านไม่สามารถออกทำการประมงได้ตามปกติ ต้องนำเรือจอดหลบมรสุมคลื่นลมแรงที่บริเวณเชิงเขาตาม่องล่าย และคลองบางนางรม ป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น พร้อมแจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งให้ระมัดระวังอันตรายจากคลื่นลมแรง.



ด้านนายจีรวัฒน์ พราหมณี ปลัดเทศบาลเมืองหัวหิน กล่าวว่าได้นำเจ้าหน้าที่เทศกิจออกตรวจตราตลอดแนวชายหาดหัวหินตั้งแต่ศาลเจ้าแม่ทับทิมจนถึงหมู่บ้านหัวดอน เขาตะเกียบ ระยะทางกว่า 7 กม.เพื่อดูแลนักท่องเที่ยวห้ามลงเล่นน้ำทะเลในช่วงนี้เด็ดขาด พร้อมทั้งประสานผู้ประกอบการร้านค้าชายหาดให้ช่วยสอดส่องดูแลนักท่องเที่ยวอีกทางรวมถึงให้ติดตามข่าวสารจากเทศบาลอย่างต่อเนื่อง หากเกิดประสบปัญหาเช่น น้ำทะเลหนุนสูงจนท่วมก็ให้รีบแจ้งเทศบาลเพื่อส่งเจ้าหน้าช่วยยกสิ่งของได้ทัน


http://www.banmuang.co.th/news/region/97353

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #8  
เก่า 6 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 21,246
Default

ขอบคุณข่าวจาก Greennews


IUCN ชี้มรดกโลกทางธรรมชาติถูกคุกคาม 29% 1 ใน 4 จากภัยโลกร้อน-ชูท้องถิ่นร่วมผนึกกำลัง

IUCN เผย ?มรดกโลกทางธรรมชาติ? 29% กำลังถูกคุกคาม อุทยานฯ จับมือ 5 องค์กรนานาชาติ ลงนามดูแลมรดกโลกไทย



นายสก็อต เพอร์กิน หัวหน้ากลุ่มทรัพยากรธรรมชาติ สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) ประจำภูมิภาคเอเชีย เปิดเผยในในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือในการอนุรักษ์และจัดการกลุ่มป่าพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.2560 ตอนหนึ่งว่า จากรายงานภาพรวมมรดกโลกฉบับล่าสุดพบว่า 29% ของมรดกโลกทางธรรมชาติทั่วโลกกำลังถูกคุกคามอย่างมีนัยยะสำคัญ และอีก 7% กำลังถูกคุกคามอย่างรุนแรง โดยปริมาณ 1 ใน 4 ของพื้นที่ทั้งหมดกำลังได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำแข็งละลาย หรือปะการังฟอกขาว เป็นต้น

นายสก็อต กล่าวว่า แม้โครงการอนุรักษ์อันหลากหลายที่ผ่านมาจะประสบผลสำเร็จ แต่มรดกโลกจำนวนมากยังคงอยู่ในสถานการณ์ที่ท้าทาย ดังนั้นเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่ามรดกโลกทางธรรมชาติที่อยู่ในทะเบียนมากกว่า 200 แห่งขณะนี้ จะได้รับการอนุรักษ์และมีระบบจัดการที่ดีในระยะยาว ทั้งนี้หนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาคือความร่วมมือของท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นชุมชนพื้นเมือง เอ็นจีโอ หรือภาคเอกชน ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการนำเสนอ จัดการ และเฝ้าระวังพื้นที่มรดกโลกเหล่านี้

?เพื่อหาทางแก้ไขปัญหา ทาง IUCN มีความยินดีอย่างยิ่งที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลไทย และองค์กรนานาชาติทั้งหลายในวันนี้ ทั้งนี้ต้องขอชื่นชมรัฐบาล และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในความมุ่งมั่นที่จะใช้มาตรการและนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ เพื่ออนุรักษ์พื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติในประเทศ เช่น การใช้การลาดตระเวนเชิงคุณภาพ ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง ซึ่งได้สร้างผลลัพธ์ที่น่าพอใจด้วยปริมาณเสือที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงความมุ่งมั่นในการผนึกความร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อแก้ไขปัญหาการลักลอบค้าไม้พะยูงผิดกฎหมาย? นายสก็อต กล่าว

ทั้งนี้ การลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือในการอนุรักษ์และจัดการกลุ่มป่าพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ จะเป็นการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการมรดกโลกทางธรรมชาติ ด้วยความร่วมมือระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) กับองค์กรระหว่างประเทศที่ให้การสนับสนุน เช่น IUCN มูลนิธิฟรีแลนด์ (Freeland) สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) สมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน (ZSL) และอีกหลายภาคส่วนที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงานด้านต่างๆ

สำหรับความร่วมมือดังกล่าว จะมีขอบเขตการทำงานประกอบด้วย 1.ป้องกันคุ้มครองและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า 2.ศึกษาวิจัยทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้และสัตว์ป่า รวมถึงการพัฒนา แลกเปลี่ยน และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิชาการ 3.รณรงค์และประชาสัมพันธ์เผยแพร่ รวมถึงการจัดกิจกรรมร่วมกัน 4.การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการสนับสนุนและส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า 5.เสริมสร้างสมรรถนะและทักษะให้แก่บุคลากร และเจ้าหน้าที่ของภาคีโดยผ่านช่องทางต่างๆ 6.ความร่วมมืออื่นๆ ตามที่ภาคีแต่ละฝ่ายตกลงกัน

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า นอกจากกระแสการอนุรักษ์ที่พยายามผลักดันให้ประเทศไทยมีพื้นที่มรดกโลกเพิ่มมากขึ้น แต่อีกฟากหนึ่งกำลังตั้งคำถามว่าเป็นมรดกโลกแล้วได้อะไร ในเมื่อไทยเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา และต้องการใช้ประโยชน์จากพื้นที่เหล่านี้ กลายเป็นประเด็นที่ถูกถกเถียงมาตลอด ในฐานะ ทส.จึงต้องมองหลายส่วน ทั้งการอนุรักษ์รักษาทรัพยากรธรรมชาติ และการนำมาใช้ประโยชน์อย่างสมดุลยั่งยืน ซึ่งรัฐบาลกำลังพยายามอย่างที่สุดที่จะรักษาสมดุลให้ได้ทั้งสองอย่าง

?ยกตัวอย่างโครงการก่อสร้างเขื่อนลำสะพุง จ.ชัยภูมิ ที่ประชาชนจำนวนมากก็กำลังรอคอยให้เกิดขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมาเป็นเวลาหลายสิบปี แต่เมื่อไปสำรวจพื้นที่กลับพบว่ามีความอุดมสมบูรณ์กว่าที่คิดไว้ เกิดความคิดสองทางว่ายังไงก็อนุมัติไม่ได้ แต่ก็ต้องแก้ปัญหาให้ประชาชนด้วย สุดท้ายจึงให้ศึกษาปรับรูปแบบโครงการใหม่ ลดขนาดสั่นเขื่อนให้เตี้ยลงแล้วใช้การสูบน้ำเข้ามาช่วยแทน ไม่ให้น้ำท่วมสูงถึงพื้นที่ป่า เก็บน้ำได้น้อยหน่อยแต่ได้ป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ หรือกรณีเขื่อนแม่วงก์ที่ได้ถอนรายงานออกไปแล้ว เพื่อดำเนินการทางเลือกอื่นๆ ก่อน ยกเว้นวันข้างหน้าถ้าไม่มีทางเลือกจริงๆ ก็ค่อยกลับมาคุยกันใหม่?


https://greennews.agency/?p=15996


*********************************************************************************************************************************************************


อีก 30 ปี ถนนทุกสายพันรอบโลกได้ 600 รอบ รองรับรถยนต์ 2 พันล.คัน แลกชีวิตสัตว์-พื้นที่ป่า



อีก 30 ปีข้างหน้า ถนนทุกสายทั่วโลกจะมีความยาวรวมกันทั้งสิ้น 25.5 ล้านกิโลเมตร ยาวพอที่จะขับวนรอบโลกได้ 600 ครั้ง สนองความต้องการใช้ถนนและการผลิตรถยนต์กว่า 2 พันล้านคันทั่วโลก คุกคามป่าไม้และที่อยู่อาศัยของสัตว์

สองนักวิทยาศาสตร์นามวิลเลียม ลอร์เลนซ์ แห่งมหาวิทยาลัยเจมส์ คุก ประเทศออสเตรเลีย และอิเรเน เบอร์กุซ เออเรีย แห่งสถาบันสนับสนุนงานวิจัยนักวิทยาศาสตร์โลก (Alliance of Leading Environmental Researchers and Thinkers: ALERT) ประเทศคอสตาริกา เปิดเผยในงานวิจัยว่า การตัดถนนหรือการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นในอีก 30 ปีข้างหน้า หมายความว่าทุกๆ 1 กิโลเมตรของพื้นที่ป่ากว่า 70 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลกต้องถูกเปลี่ยนเป็นเส้นถนน ที่อยู่อาศัยของสัตว์นานาพันธุ์มีความเสี่ยงถูกคุกคาม และถนนที่สร้างใหม่อาจเป็นเส้นทางที่นำไปสู่การทำเหมืองหรือกิจกรรมการทำลายป่าที่ผิดกฎหมาย

มีการคาดการณ์กันว่า กว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจเกี่ยวกับป่าไม้ผิดกฎหมายในป่าแอมะซอน ประเทศบราซิล จะเกิดขึ้นใกล้ๆ กับถนนไม่น้อยกว่า 5.5 กิโลเมตร และยังไม่นับข้อเท็จจริงที่ว่า 9 ใน 10 ของถนน ถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็วแค่ภายในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมหรือในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 เท่านั้น ความน่ากังวลคือการรื้อป่าเพื่อทำถนนในประเทศเขตร้อน ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของความหลากหลายทางธรรมชาติ

สอดคล้องกับรายงานจากธนาคารโลกที่ระบุว่า ทุกๆ 15-30 เปอร์เซ็นต์ คือค่าเฉลี่ยของเม็ดเงินที่จะสูญเสียไปเพราะการคอร์รัปชันจากการตัดถนนแต่ละครั้ง และในบางพื้นที่อาจมีเงินรั่วไหลถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด หมายความว่าแม้ถนนจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานของสังคม แต่ผลประโยชน์กลับไม่ได้ตกไปที่ประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และถนนบางเส้นยังกรุยทางไปสู่การทำธุรกิจผิดกฎหมายด้านป่าไม้อีกด้วย

ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงไปยังอีกประเด็นหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งสองได้อธิบายไว้ว่า นี่เป็นการเปิด ?กล่องแพนโดรา? หรือกล่องแห่งความชั่วร้ายด้านสิ่งแวดล้อม แม้จะเป็นแค่การสร้างถนน แต่นี่คือการทำลายพื้นที่ป่าและที่อยู่อาศัยของสัตว์หลากหลายสายพันธุ์โดยเอากิจกรรมของมนุษย์เป็นตัวตั้ง และผลจากพฤติการณ์เช่นนี้จะส่งผลอย่างใหญ่หลวงในระยะยาว โดยเฉพาะหากเรามองจากสายตานักวิทยาศาสตร์และนักโบราณคดีที่ว่า เรากำลังอยู่ในยุค ?แอนโทรโปซีน? (Anthropocene Epoch) หรือยุคที่การดำรงอยู่ของมนุษย์ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างมีนัยสำคัญ

ย้อนกลับไปในงานสัมมนาวิชาการที่จัดขึ้นในเม็กซิโก ปี 2000 นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลนาม พอล ครูตเซน (Paul Crutzen) นักเคมีชาวดัตช์ ผู้ค้นพบผลกระทบของสารประกอบที่ทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศ นำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้เรื่องเรื่องภาวะโลกร้อน (Global Warming) และเป็นผู้ชี้ให้เห็นภัยจากสงครามนิวเคลียร์ที่จะทำลายล้างพืชพรรณและสรรพชีวิตทุกอย่างบนโลกจากปรากฏการณ์ ?Nuclear Winter?

งานวันนั้นครูตเซนกล่าวถึงแนวคิดเรื่องยุคสมัยแอนโทรโปซีนไว้อย่างน่าสนใจ เช่น การเกิดขึ้นของวัตถุชนิดใหม่ๆ อย่างพลาสติก ซีเมนต์ กระดาษ และอื่นๆ ตามมาด้วยการค้นพบใหม่ๆ ทางโบราณคดีในชั้นดิน อย่างการพบซากพลาสติกอยู่คู่กับกระดูกของปลา ซึ่งแม้ซากของปลาจะผ่านการย่อยสลายกลายเป็นฟอสซิลไปแล้ว แต่พลาสติกก็ยังคงติดอยู่

มาร์ก วิลเลียมส์ นักภูมิศาสตร์ ธรณีวิทยา และนักสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเลสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ผู้ศึกษาประเด็นแอนโทรโปซีนและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ในช่วงกลางของศตวรรษที่ 20 นับเป็นช่วงเริ่มต้นที่เราจะได้เห็นปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศอันเป็นผลกระทบจากยุคแอนโทรโปซีน โดยเฉพาะโครงสร้างทางเคมีของชั้นภูมิโลก เช่น คาร์บอน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และวัสดุสร้างใหม่อย่างพลาสติก คอนกรีต อลูมิเนียม ซึ่งวัสดุสร้างใหม่เหล่านี้จะกลายเป็นอีกหนึ่งชั้นภูมิของโลกที่ถูกทับถมมากขึ้นๆ ในอนาคต


https://greennews.agency/?p=15986

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 23:46


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2017, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger