เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 10-07-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,116
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม 2561

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก สำหรับภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมาก ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังผลกระทบจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-4 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก ระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่งจนถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2561

อนึ่ง พายุไต้ฝุ่น ?มาเรีย? บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก มีแนวโน้มเคลื่อนตัวเข้าสู่เกาะไต้หวัน และมณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน ในช่วงวันที่ 10-12 กรกฎาคม 2561 โดยพายุนี้ไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อลักษณะอากาศของประเทศไทย ขอให้ประชาชนที่จะเดินทางไปเกาะไต้หวัน และมณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางด้วย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากในระหว่างบ่ายถึงค่ำ อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 10-15 ก.ค. บริเวณประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ สำหรับบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-4 เมตร ส่วนบริเวณอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 10-15 ก.ค. ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง



*********************************************************************************************************************************************************



ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "คลื่นลมแรง และฝนตกหนักบริเวณภาคใต้ (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 9-15 กรกฎาคม 2561)" ฉบับที่ 16 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2561

ในช่วงวันที่ 10-15 กรกฎาคม 2561 คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรงขึ้น โดยบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-4 เมตร และบริเวณอ่าวไทยตอนบนตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมามีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก ระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย

สำหรับภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย

ทั้งนี้เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (107.8 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (99.4 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (103.0 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 10-07-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,116
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


เสี่ยงสูญหาย แหล่งโบราณคดีแถบทวีปอาร์กติก



การกัดกร่อนชายฝั่งและการละลายของชั้นดินเยือกแข็งคงตัวในศตวรรษที่ 19

เคยมีการสันนิษฐานจากนักวิทยาศาสตร์ว่าสภาพอากาศและสภาพแวดล้อมที่ห่างไกลยากต่อการเข้าถึงจะปกป้องคุ้มครองแหล่งโบราณคดีที่ถือเป็นขุมทรัพย์ในการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ได้เพียงพอ อย่างแหล่งโบราณคดีในทวีปอาร์กติก ที่ความหนาวเย็นได้เก็บรักษาซากดึกดำบรรพ์มนุษย์และสัตว์ รวมถึงสิ่งประดิษฐ์โบราณในสภาพที่เกือบสมบูรณ์

แต่เมื่อเร็วๆนี้มีรายงานในวารสารประวัติศาสตร์โบราณ (Journal Antiquity) จากนักวิจัยนานาชาติ เผยว่า สถานการณ์ปัจจุบันอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เคยคิดไว้ หลังจากพบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ส่งผลให้อุณหภูมิแถบอาร์กติกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 2 เท่า โดยเฉพาะทางตอนกลาง คาดว่าอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (permafrost) เกิดการละลายและชายฝั่งถูกกัดกร่อน ซึ่งประเมินว่าแหล่งโบราณคดีอย่างน้อย 180,000 แห่งในทวีปอาร์กติกที่ครอบคลุมอาณาบริเวณกว่า 12 ล้านตารางกิโลเมตรในแคนาดา รัสเซีย รัฐอลาสกาของสหรัฐอเมริกา และกรีนแลนด์ กำลังมีความเสี่ยงอย่างมากและอาจจมหายไปในเวลาที่รวดเร็วเกินกว่านักวิทยาศาสตร์จะจัดทำเอกสารข้อมูลได้ทัน

หากพื้นที่ดังกล่าวพังทลายลง นั่นไม่ใช่แค่การสูญสิ้นทรัพยากรอันทรงคุณค่า แต่ยังสูญเสียมรดกของมนุษยชาติและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่สามารถเรียกคืนกลับมา ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับหมู่บ้านชาวเอสกิโมบนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแมคเคนซี ซึ่งเป็นถิ่นฐานแห่งแรกของชาวยุโรป ที่แห่งนี้เป็นตัวอย่างของมรดกทางประวัติศาสตร์ที่หายไปตลอดกาล.


https://www.thairath.co.th/content/1330081

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 10-07-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,116
Default

ขอบคุณข่าวจาก คม ชัด ลึก


ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์วาฬเบลูกาแห่งแรกของโลก



ซีไลฟ์ทรัสต์ องค์กรระดับโลก ก่อตั้งขึ้นเพื่อปกป้องมหาสมุทรและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ใต้ท้องทะเล ร่วมด้วยพันธมิตรครอบครัวอควาเรียมที่ใหญ่ที่สุดอย่าง ซีไลฟ์ ทั่วโลก ประกาศสร้าง ?ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์วาฬเบลูกาของซีไลฟ์ทรัสต์? ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำขนาดใหญ่สำหรับวาฬเบลูกา ภายใต้โครงการสวัสดิภาพทางทะเลของไอซ์แลนด์ ในความร่วมมือกับ สมาคมอนุรักษ์ปลาโลมาและปลาวาฬ


บ้านหลังใหม่ของสองวาฬเบลูกาเพศเมีย "ลิทเทิลเกรย์-ลิทเทิลไวท์"

ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์วาฬเบลูกาฯ นับเป็นหนึ่งในการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการดูแลและปกป้องวาฬและโลมาที่ถูกจับ ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะให้วาฬที่ถูกจับได้กลับคืนสู่สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และนำไปสู่การยกเลิกการแสดงวาฬและโลมาในอนาคต โดยศูนย์อนุรักษ์พันธุ์วาฬเบลูกาฯ ตั้งอยู่ในอ่าวธรรมชาติที่เฮเมย์ เกาะหนึ่งในหมู่เกาะเวสต์แมน นอกชายฝั่งทางตอนใต้ของไอซ์แลนด์ อ่าวอันเงียบสงบซึ่งมีพื้นที่วัดได้กว่า 32,000 ตารางเมตร และมีความลึกถึง 10 เมตรนี้ มีลักษณะสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติแบบกึ่งขั้วโลก และมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสำหรับสัตว์ป่า จึงเหมาะสมที่จะเป็นบ้านหลังใหม่ของวาฬเบลูกาเพศเมียทั้งสองตัวอย่าง ลิทเทิลเกรย์ และ ลิทเทิลไวท์ ในช่วงเดือนเมษายน ปี 2019



แอนดี้ บูล หัวหน้าของซีไลฟ์ทรัสต์ กล่าวว่า มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในการมอบสวัสดิภาพครั้งใหม่ให้กับสัตว์ทะเล ด้วยการสร้างศูนย์อนุรักษ์พันธุ์วาฬเบลูกาแห่งแรกของโลก ซึ่งโครงการนี้ใช้เวลาในการสร้างนับปี และจะเป็นแนวทางใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมสัตว์น้ำในการเปลี่ยนอนาคตของวาฬที่ตกเป็นเหยื่อ ด้วยความร่วมมือของหลายฝ่าย ทั้งสัตวแพทย์ชั้นนำและผู้เชี่ยวชาญทางทะเล ทำให้เราเชื่อมั่นว่าการจัดหาที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติให้กับลิทเทิลไวท์และลิทเทิลเกรย์ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาให้ดียิ่งขึ้น



ขณะที่ ร็อบ ฮิกส์ ผู้อำนวยการแผนกสวัสดิภาพและสัตว์ของซีไลฟ์ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้กับวาฬเบลูกาอันเป็นที่รักทั้งสองตัวที่ซับซ้อนและท้าทายอย่างมาก ลิทเทิลเกรย์และลิทเทิลไวท์เป็นสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนมที่ฉลาดและเรียนรู้ได้เร็ว เรากำลังใช้ความพยายามทั้งหมดเพื่อดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ของพวกเขา โครงการนี้นับเป็นโครงการสู่อนาคตใหม่ของวาฬและโลมาทั่วโลกอย่างแท้จริง


http://www.komchadluek.net/news/lifestyle/333207

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 10-07-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,116
Default

ขอบคุณข่าวจาก แนวหน้า


'สาส์นอันปวดร้าวจากขั้วโลกเหนือ' ภาพยนตร์สารคดีที่ต้องชม



ร่วมผจญภัยในขั้วโลกเหนือกับภาพยนตร์สารคดี "Into The Cold: A Journey of the Soul" ผลงานเขียนบทและกำกับโดยช่างภาพนักผจญภัย "Sebastian Copeland" เล่าเรื่องราวการล่องในขั้วโลกเหนือท่ามกลางความหนาวเย็นและภูเขาน้ำแข็งของผู้ชายสองคนในปี 2009เพื่อตามรอยและเฉลิมฉลองวาระ 100 ปีแห่งการเดินทางค้นพบขั้วโลกเหนือของพลเรือเอก Robert Edwin Peary Sr. ทหารเรือชาวอเมริกันเมื่อปี 1909 ซึ่ง Sebastian Copelandได้ใช้เวลาร่วมสองเดือนในการเดินทางในอุณหภูมิที่ติดลบรุนแรงไปกับ Keith Heger พาร์ทเนอร์ของเขา ไม่ใช่เพียงแค่ถ่ายทอดภาพภูเขาน้ำแข็งอันงดงามและยิ่งใหญ่ แต่ภาพยนตร์ยังจะสื่อสารบอกเราให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นกำลังเปลี่ยนแปลงน้ำแข็งขั้วโลกไปอย่างเลวร้ายและรวดเร็ว

"Into The Cold: A Journey of the Soul" ได้รับคัดเลือกจากเทศกาลภาพยนตร์ Tribeca Film Festival ในปี 2010 และ Environmental Film Fest, Victoria Film Fest และ Blue Planet Film Fest ในปี 2011 และในเทศกาล Indie Spirit Film Festival ปี 2010 ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้รับรางวัล Audience Award Winner สำหรับประเภท Best Sports/Adventure Film นอกจากนั้น ยังได้รับรางวัล Best Director และรางวัล Best Voiceover จาก Los Angeles Reel Film Festival ในปี 2009 รวมทั้งรางวัล Jury's Special Award จาก Cinema for Peace ในปี 2010



สำหรับภาพยนตร์สารคดี "Into The Cold : A Journey of the Soul" จะเปิดฉายรอบพิเศษในวันที่ 10 กรกฎาคม 2561 เวลา 19.00 น. ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยภาพยนตร์นี้เป็นส่วนหนึ่งของงานนิทรรศการภาพถ่าย "Beyond the Air We Breathe: Addressing Climate Change" ซึ่งผลงานภาพถ่ายของช่างภาพนักผจญภัย "Sebastian Copeland" ได้ร่วมจัดแสดงด้วย ร่วมจัดโดย สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิลูซี่ (Lucie Foundation) และหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ผู้สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติม www.rpst.or.th หรือ www.facebook.com/RPSThailand


http://www.naewna.com/lady/350516

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 10-07-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,116
Default

ขอบคุณข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ


ทีมวิจัยพบ "ความร้อนภูเขาไฟ" ละลายน้ำแข็งแอนตาร์กติก


(ภาพ-Brice Loose)

งานสำรวจวิจัยชิ้นใหม่ของทีมวิจัยจากสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของ ศาสตราจารย์ ไบรซ์ ลูส นักสมุทรศาสตร์เคมี ประจำสำนักบัณฑิตวิทยาลัยสมุทรศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งโรดไอส์แลนด์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเผยแพร่ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ ในวารสารวิชาการ เนเจอร์ คอมมูนิเกชัน ระบุว่า ภูเขาไฟใต้แผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติก ซึ่งสงบมานานกำลังคุกรุ่นขึ้นมาอีกครั้ง และส่งความร้อนที่กลายเป็นเหตุผลสำคัญให้เกิดการละลายของน้ำแข็งในบางส่วนของทวีปเร็วกว่าพื้นที่อื่นๆ

ใต้แผ่นน้ำแข็งมหึมาความหนาหลายกิโลเมตรของทวีปแอนตาร์ติก ไม่ได้สงบราบเรียบอย่างที่หลายคนคิด ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์เคยค้นพบระบบภูเขาไฟซับซ้อนอยู่ด้านใต้แผ่นน้ำแข็งบริเวณ เวสต์ แอนตาร์กติกา หรือ ด้านตะวันตกของทวีปแอนตาร์กติกที่ทอดยาวไปจนถึงทะเลรอสส์ นับจำนวนภูเขาไฟภายในระบบดังกล่าวได้มากถึง 138 ลูก

อย่างไรก็ตาม ภูเขาไฟในระบบดังกล่าวนั้นเป็นภูเขาไฟที่สงบมานานถึง 2,200 ปีแล้ว ไม่ได้พ่นควัน เถ้าถ่านและก๊าซออกมาเป็นการประกาศตัวเหมือนภูเขาไฟทั่วๆ ไป

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ แสดงให้เห็นว่าภาวะดังกล่าวกำลังเปลี่ยนแปลง อย่างน้อยก็ในบางพื้นที่บริเวณใกล้กับธารน้ำแข็งไพน์ไอส์แลนด์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่น้ำแข็งละลายเร็วที่สุดในทวีปแอนตาร์กติก

ตามสถิติที่นักวิทยาศาสตร์เก็บรวบรวมเอาไว้ เวสต์ แอนตาร์กติกา สูญเสียมวลน้ำแข็งไปเร็วกว่า อีสต์ แอนตาร์กติกา มาก และบริเวณของเวสต์ แอนตาร์กติกา ที่สูญเสียมวลน้ำแข็งไปเร็วมากที่สุดคือ ไพน์ไอส์แลนด์ กลาเซียร์ นับตั้งแต่ปี 2012 เรื่อยมา เวสต์ แอนตาร์กติกา สูญเสียมวลน้ำแข็งไปแล้วราว 159 เมตริกตัน

ไพน์ไอส์แลนด์ สูญเสียแผ่นน้ำแข็งมหึมาความกว้าง 1.6 กิโลเมตรไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2017 และในเดือนกันยายนปีเดียวกันนั้น แผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่อีกแผ่นก็แยกหลุดออกจากกลาเซียร์แห่งนี้

ทีมวิจัยของศาสตราจารย์ลูส ไม่ได้สำรวจวิจัยเกี่ยวกับภูเขาไฟ แต่เดินทางเข้าไปในปี 2014 เพื่อสำรวจและเก็บตัวอย่างน้ำทะเลในบริเวณดังกล่าว เพื่อหาองค์ประกอบของน้ำ ซึ่งจะนำไปสู่ความเข้าใจในรูปแบบและประวัติการหลอมละลายของแผ่นน้ำ ซึ่งจะแสดงออกให้เห็นในรูปของชนิดของก๊าซที่เจือปนอยู่ในน้ำทะเล

ก๊าซที่ทีมวิจัยมองหาก็คือ ก๊าซเฉื่อย 5 ชนิด ซึ่งรวมทั้ง ฮีเลียม และ ซีนอน ซึ่งช่วยให้สามารถติดตามร่องรอยการละลาย รวมถึงระบบการถ่ายเทความร้อนในบริเวณที่สำรวจด้วย

อย่างไรก็ตาม ก๊าซชนิดหนึ่งซึ่งตรวจสอบพบว่ามีความเข้มข้นสูงในน้ำทะเลที่เก็บมาเป็นตัวอย่างจากบริเวณ ไพน์ไอส์แลนด์ กลาเซียร์ ที่สร้างความประหลาดใจให้กับทีมวิจัยทีมนี้ ก็คือ ฮีเลียม-3 ซึ่งเป็นไอโซโทปของฮีเลียม ที่ไม่มีการแผ่กัมมันตภาพรังสี ที่แปลกใจกันนั้นเนื่องจากก๊าซชนิดนี้พบกันเฉพาะในชั้นเปลือกโลกส่วนที่ลึกลงไปที่เรียกว่า แมนเทิล (อยู่ถัดไปจากเปลือกโลกส่วนล่าง หรือ ครัสต์)

หรือพูดได้ว่า ฮีเลียม-3 คือสัญลักษณ์ของความเคลื่อนไหวของภูเขาไฟ เนื่องจากมีเพียงการคุกรุ่นและการระเบิดของภูเขาไฟเท่านั้นที่นำก๊าซฮีเลียม-3 ขึ้นมาด้านบนได้

ศาสตราจารย์ลูสระบุว่า เมื่อประเมินจากปริมาณของ ฮีเลียม-3 ที่พบในน้ำทะเลตัวอย่าง ปริมาณความร้อนใต้ธารน้ำแข็ง ไพน์ไอส์แลนด์ นับว่ามีมหาศาลทีเดียว ในขณะที่ไพน์ไอส์แลนด์ ถือเป็นกลาเซียร์ที่สูญเสียมวลน้ำแข็งไปเร็วที่สุดในบรรดากลาเซียร์ทั้งหลายในแอนตาร์กติก

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ลูสย้ำว่า ยังไม่มีการศึกษาจนแน่ชัดว่า ความร้อนสูงดังกล่าวนี้มีส่วนทำให้มวลน้ำแข็งของไพน์ไอส์แลนด์หลอมละลายมากน้อยเพียงใด

แต่สิ่งที่ยืนยันได้ก็คือ การหลอมละลายถึงขั้นทำให้ไพน์ไอส์แลนด์ กลาเซียร์ถล่มลงมาทั้งหมดนั้น จะส่งผลใหญ่หลวงต่อระดับน้ำทะเลทั่วโลก ให้เพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างเฉียบพลันได้นั่นเอง


https://www.prachachat.net/spinoff/s...gy/news-186541

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 10-07-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,116
Default

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าวอิศรา


บทเรียนเรือล่มภูเก็ตกับการยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางของนักท่องเที่ยว .................. โดย ผศ. ดร ทวีศักดิ์ แตะกระโทก คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรหมวดหมู่เวทีทัศน์

ภาคการท่องเที่ยวถือเป็นกลจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากข้อมูลของกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาชี้ว่า ในปี 2560 ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากกว่า 35 ล้านคน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมากกว่า 1.8 ล้านล้านบาท โดยมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่สุดในระยะหลัง คือ นักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยถึงกว่า 9.8 ล้านคนในปี 2560 และสร้างรายได้ให้กับประเทศมากกว่า 5 แสนล้านบาท และ ประเทศ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รัสเซีย อเมริกา ก็เข้ามาเที่ยวมากกว่า 1 ล้านคนในช่วงเวลาเดียวกัน การให้ความดูแลนักท่องเที่ยวเหล่านั้นในฐานะเจ้าบ้านจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศด้านการท่องเที่ยวต่อไป



ประเทศไทยถูกจัดอันดับกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเนื่องจากการท่องเที่ยวที่ 132 จาก 141 ประเทศทั่วโลก สถิติข้อมูลของกองมาตรฐานความปลอดภัยการท่องเที่ยว กรมการท่องเที่ยว พบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทั้งทางบกและทางทะเลใน พ.ศ 2560 สูงถึง 936 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ร้อยละ 25.12 จำนวนนักท่องเที่ยวที่เสียชีวิต จำนวน 265 คน และบาดเจ็บ จำนวน 671 คน โดยนักท่องเที่ยวชาวจีนจะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุมากที่สุด จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความหละหลวมในการให้ความใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว ทั้งที่ในความเป็นจริงคงไม่มีใครต้องการให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น และอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถป้องกันได้

ความปลอดภัยในการเดินทางของนักท่องเที่ยวระหว่างอยู่ในประเทศไทยก็ถือเป็นสิ่งที่สำคัญ และควรได้รับความใส่ใจจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจการท่องเที่ยว และคนไทยในจังหวัดท่องเที่ยว ทุกคนล้วนมีส่วนรับผิดชอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยและการดูแลนักท่องเที่ยวอย่างเหมาะสม ดังนั้น การเกิดอุบัติเหตุไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่จึงควรมีการวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อหาสาเหตุและกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำขึ้นมา ซึ่งการวิเคราะห์เชิงลึกดังกล่าวจะแตกต่างจากการดำเนินการของตำรวจที่มุ่งเน้นไปในเชิงคดีและหาผู้กระทำความผิดมาลงโทษ

การวิเคราะห์เชิงลึกเป็นการแสวงหาข้อมูล ข้อเท็จจริง โดยละเอียดในปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งประกอบด้วย ปัจจัย ด้านคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ปัจจัยด้านความปลอดภัยของเส้นทางการเดินทางไม่ว่าจะเดินทางทางถนน ทางราง ทางน้ำ ทางทะเล หรือ ทางอากาศ การรวบรวมข้อมูลความปลอดภัยของยานพาหนะที่นำมาใช้ให้บริการ และทบทวนมาตรฐานความปลอดภัยที่มีอยู่ที่อาจไม่สอดคล้องกับบริบทที่มีอยู่ในสถานการณ์นั้นๆ การวิเคราะห์ด้านการบริหารจัดการที่ศึกษาถึงแนวทางการทำงานที่ต้องบูรณาการร่วมกันในส่วนที่เกี่ยวข้อง ในด้านของการบังคับใช้กฎหมาย การเตรียมความพร้อมของกำลังคน การเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์ และการกำกับ ดูแล ที่มีประสิทธิภาพ และสุดท้าย ถึงแม้จะมีระบบความปลอดภัยที่ดี ความพร้อมด้านการช่วยเหลือหลังเกิดเหตุก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมและมีการดำเนินการได้ทันต่อเหตุการณ์และมีประสิทธิภาพไม่ว่าจะเป็นในสภาพแวดล้อมอย่างไรควรมีแนวทางในการดำเนินการได้อย่างเหมาะสม

การวิเคราะห์เชิงลึกดังกล่าวมีความจำเป็นจะต้องใช้ความรู้จากหลากหลายสาขา ไม่จำกัดอยู่เพียงด้านใดด้านหนึ่ง จึงต้องมีการรวมทีมผู้ที่มีความเชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาเข้ามาร่วมทำงานเพื่อวิเคราะห์และแสวงหาแนวทางในการป้องกันและลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในครั้งต่อๆไป สำหรับในต่างประเทศจะมีการตั้งทีมสหสาขาดังกล่าวเพื่อทำหน้าที่ลงไปแสวงหาข้อมูลเชิงลึกภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการดูแลความปลอดภัยด้านการขนส่ง หรือ National Transport Safety Board ขึ้นมา แต่สำหรับประเทศไทยยังไม่มีการจัดตั้งคณะกรรมการและทีมผู้เชี่ยวชาญดังกล่าว จึงยังเห็นภาพการทำงานที่อาศัยหน่วยงานต่างๆ วิเคราะห์สาเหตุตามอำนาจหน้าที่ ข้อสรุปที่ชี้ไปที่ความผิดของคน และไม่มีมาตรการในการป้องกันที่ชัดเจน นอกจากการใช้บทลงโทษ และการเยียวยาผู้ประสบเหตุ


ที่มา โดยผู้เขียน

กรณีอุบัติเหตุเรือล่มที่ภูเก็ตมีผู้เสียชีวิตกว่า 40 คน เป็นตัวอย่างของโศกนาฏกรรมของการท่องเที่ยวทางทะเลที่ยังขาดระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เนื่องจากการที่หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องยังไม่มีการจัดเก็บข้อมูลเพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์รากของปัญหาอย่างแท้จริง จึงทำให้เรายังคงเห็นมาตรการซ้ำเดิมที่ไม่ช่วยให้เกิดการแก้ไขปัญหาเชิงระบบที่จะช่วยลดข้อจำกัดและความผิดพลาดที่อาจนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรงต่อนักท่องเที่ยวอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังขาดคณะกรรมการที่ทำหน้าในการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเพื่อลงไปแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างเป็นอิสระ และมีการจัดทำรายงานสาเหตุและมาตรการเพื่อการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวควรประกอบด้วยหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบปัจจัยทั้ง 5 ด้านที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อค้นหาคำตอบทีชัดเจนให้กับสังคมและต่างประเทศว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความบกพร่องของระบบในส่วนใด มากกว่า การกล่าวหากล่าวโทษเพียงคนขับเรือ ผิด และ บริษัทนำเที่ยวผิด

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีคำตอบที่ช่วยยกระดับและปลุกกระแสการสร้างจิตสำนึกความปลอดภัยให้แก่สังคมไทย คือ การจัดการและควบคุมความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุในแต่ละขั้นตอนมีเพียงพอหรือไม่ มีปัญหา อุปสรรคอะไร ที่เป็นข้อจำกัดทั้งในด้านกฎหมาย การนำไปปฏิบัติ รวมไปถึงกลไกการควบคุมเข้าไปถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และ ไม่ใช่ภาครัฐ บุคลากรทั้งหมดได้รับการพัฒนาที่เพียงพอและสามารถปฏิบัติได้ในภาวะฉุกเฉินจริงหรือไม่ ช่องว่างของการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ บังคับใช้โดยหน่วยงานหลายหน่วยงาน การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ประกอบวิชาชีพ ศักยภาพของบุคลากรภายในเรือกับการจัดการในภาวะฉุกเฉินสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีข้อจำกัดด้านภาษา การให้ความรู้กับนักท่องเที่ยว การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับป้าย สัญลักษณ์ต่างๆ ทั้งที่อยู่บนเรือ และตามสถานที่ท่องเที่ยว


ที่มา แผนงาน " การบริหารจัดการความปลอดภัยของการท่องเที่ยวทางทะเล " ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (อยู่ระหว่างดำเนินการวิจัย)

โดยการวิเคราะห์สิ่งต่างๆเหล่านี้จะช่วยนำไปกำหนดห่วงโซของความรับผิดชอบ (Chain of Responsibility) ที่จะช่วยทั้งด้านการป้องกัน การวางแนวทางในการให้ความรู้ พัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้อง การบูรณาการด้านกฎหมายระหว่างหน่วยงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อป้องปรามการกระทำผิด ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ที่น่าสลดใจขึ้น การซ้อมแผนของบริษัทนำเที่ยว บริษัทเดินเรือ และการกำหนดเจ้าหน้าที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยที่ชัดเจนมากขึ้นในการจัดการความเสี่ยง การเตรียมความพร้อม การตอบโต้สถานการร์ฉุกเฉิน และทำให้เกิดกลไกการควบคุมที่มีความปลอดภัยเพิ่มขึ้น

ได้เวลาที่ประเทศไทยจะต้องยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางของนักท่องเที่ยวมีคณะกรรมการความปลอดภัยด้านการขนส่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางของคนไทยและต่างประเทศ ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางราง และ ทางอากาศ ได้รึยัง น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในเรื่องความปลอดภัยจากโศกนาฎกรรมเรือล่มที่ภูเก็ต


https://www.isranews.org/isranews-ar...cle-67605.html

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 10-07-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,116
Default

ขอบคุณข่าวจาก Greennews


ประกาศราชกิจจาฯเพิ่มชื่อสัตว์ป่าคุ้มครองใหม่ ทส.ขึ้นบัญชีปลาน้ำจืด-ปลาทะเล รวม 12 ชนิด



ประกาศราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 3 ก.ค.2561 กฎหมายลูกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เพิ่มบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองใหม่จำพวกปลาน้ำจืดและปลาทะเลอีก 12 ชนิด

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้ลงนามกฎกระทรวง กำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2561 ในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 135 ตอนที่ 46 ก โดยให้เหตุผลในการประกาศว่า โดยที่ในปัจจุบันปลาน้ำจืดและปลาทะเล 12 ชนิด เป็นสัตว์ป่าที่มีจำนวนลดลงมาก และยังไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย

ประกอบกับประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่า และพืชป่าที่ใกล้ศูนย์พันธุ์ ((Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora หรือเรียกโดยย่อว่า ไซเตส (Cites)) จึงมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องมีมาตรการในการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าอย่างเหมาะสม จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

สำหรับเนื้อหากฎกระทรวง ระบุว่า อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป ข้อ 2 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นลำดับที่ 15-26 ของสัตว์ป่าจำพวกปลา ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองท้ายกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ศ.2546

ประกอบด้วย ดังนี้

ลำดับที่ 15 ปลากระเบนปีศาจคลิปโค้ง
ลำดับที่ 16 ปลากระเบนปีศาจครีปสั้น
ลำดับที่ 17 ปลากระเบนปีศาจแคระ
ลำดับที่ 18 ปลากระเบนปีศาจหางหนาม
ลำดับที่ 19 ปลากระเบนแมนต้าแนวปะการัง
ลำดับที่ 20 ปลากระเบนแมนต้ายักษ์
ลำดับที่ 21 ปลากระเบนราหูน้ำจืด หรือปลากระเบนเจ้าพระยา
ลำดับที่ 22 ปลาโรนิน หรือ ปลากระเบนท้องน้ำ
ลำดับที่ 23 ปลาฉนากเขียว
ลำดับที่ 24 ปลาฉนากปากแหลม
ลำดับที่ 25 ปลาฉนากฟันเล็ก และ
ลำดับที่ 26 ปลาฉนากยักษ์



https://greennews.agency/?p=17578

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 21:15


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2018, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger