เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 15-10-2013
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,406
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันอังคารที่ 15 ตุลาคม 2556

กรมอุตุนิยมวิทยา



สภาวะอากาศทั่วไป

เมื่อเวลา 04.00 น.วันนี้ (15 ต.ค. 56) พายุไต้ฝุ่น “นารี” (nari) มีศูนย์กลางอยู่บริเวณชายฝั่งเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม หรือที่ละติจูด 16.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 108.8 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ ศูนย์กลางประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ด้วยความเร็วประมาณ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะขึ้นฝั่งเมืองดานัง ในเช้าวันนี้ (15 ตุลาคม 2556) และจะอ่อนกำลังลงเป็น พายุโซนร้อน และพายุดีเปรสชัน ตามลำดับ โดยในวันที่ 16 ตุลาคม 2556 จะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย พายุนี้จะส่งผลทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก มีฝนเพิ่มมากขึ้น กับมีลมแรง โดยในวันที่ 15 ตุลาคม 2556 จะมีผลกระทบบริเวณจังหวัดหนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

อนึ่ง บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงระลอกใหม่จากประเทศจีน จะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนในช่วงวันที่ 16-19 ตุลาคม 2556 ทำให้ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จะมีอากาศเย็นลง โดยอุณหภูมิจะลดลงได้ 2-4 องศาเซลเซียส


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีหมอกบางในตอนเช้า และโอกาสมีฝนตก ร้อยละ 30 อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.


คาดหมาย

พายุไต้ฝุ่น “นารี” (nari) บริเวณชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลาง คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณเมืองดานัง ประเทศเวียดนามในวันที่ 15 ต.ค. หลังจากนั้นจะเคลื่อนผ่านประเทศลาว และอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำอย่างรวดเร็วโดยจะเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ในวันที่ 16 ต.ค. ส่งผลทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะทางด้านตะวันออกมีฝนเพิ่มขึ้นกับมีลมแรง

สำหรับ บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงระลอกใหม่จากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงวันที่ 15-20 ต.ค. ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนในระยะแรก จากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส


ข้อควรระวัง

ในระยะนี้ ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ดูแลสุขภาพจากลักษณะอากาศที่เปลี่ยนแปลง สำหรับในช่วงวันที่ 15-16 ต.ค. ขอให้ประชาชนบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้านตะวันออกมีระวังลมแรง

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast3.jpg (61.2 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Earthquake2.jpg (68.2 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Earthquake3.jpg (53.4 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 15-10-2013
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,406
Default

ไทยรัฐ

..............
รูป
ชนิดของไฟล์: jpg 561015_Thairath_01.jpg (61.7 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg 561015_Thairath_02.jpg (71.8 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 15-10-2013
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,406
Default

เดลินิวส์


ส่องสำรวจสภาพอากาศ รับมือน้ำทะเลหนุน...ฤดูหนาว!?



สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่เวลานี้แม้จะเริ่มคลี่คลายลงบ้าง แต่ก็ยังคงมีอีกหลายพื้นที่ที่ต้องประสบกับปัญหาอุทกภัย อีกทั้งในสัปดาห์นี้ยังมีความเคลื่อนไหวของ “พายุนารี” และ “น้ำทะเลหนุน” ที่ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด!

นอกจากนี้ ช่วงปลายฝนต้นหนาว รอยต่อของฤดูกาลก็กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาให้ได้เตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศหนาวเย็น ซึ่งหลายพื้นที่โดยเฉพาะทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มสัมผัสชัดเจนขึ้นแล้ว ประวิทย์ แจ่มปัญญา ผู้อำนวยการสำนักพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา ให้ความรู้เล่าถึงสภาพอากาศช่วงเวลานี้โดยเฉพาะพายุที่เกิดขึ้นซึ่งพบว่าปีนี้มีพายุค่อนข้างชุกเกินค่าปรกติ โดยขณะนี้มีพายุกำลังก่อตัวอยู่ประมาณ 3 ลูก ลูกแรกทางด้านตะวันตกของประเทศไทยชื่อ ไพลิน เป็นพายุไซโคลนกำลังแรงซึ่งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาได้เคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศอินเดียแล้ว แต่พายุลูกนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย

พายุลูกต่อมาที่ชื่อ นารี ขณะนี้อยู่บริเวณประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเมื่อขึ้นฝั่งแล้วจะเคลื่อนตัวผ่านทะเลจีนใต้ พายุลูกนี้ยังคงเคลื่อนตัวทางตะวันตกคาดว่าน่าจะเข้าสู่ชายฝั่งโดยศูนย์กลางพายุเตะฝั่งเวียดนามในช่วงกลางสัปดาห์ระหว่างวันที่ 16-17 ตุลาคมนี้

“กรณีที่พายุนารีเคลื่อนตัวเตะฝั่งหรือเคลื่อนตัวมาถึงฝั่งประเทศเวียดนามก็เป็นไปได้ว่าจะมีฝนเข้ามาถึงพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบ้านเรา แต่อย่างไรก็ตามมีปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้พายุสลายตัวเร็วคือความกดอากาศสูงจากประเทศจีนซึ่งมีกำลังค่อนข้างแรงมาปะทะเข้ากับพายุทำให้พายุน่าจะอ่อนตัวค่อนข้างเร็ว ทั้งนี้อากาศเย็นเป็นอากาศแห้ง พายุจะมีชีวิตอยู่ได้จะต้องมีความร้อนกับความชื้น แต่เมื่อมาปะทะเข้ากับอากาศเย็น และอากาศแห้งก็จะเป็นอุปสรรคในการเจริญเติบโตของพายุ



อีกกรณีหนึ่ง เมื่อพายุเข้ามาใกล้ฝั่งจะมีแรงเสียดทานจากพื้นดินบ้าง ภูเขาบ้างฯลฯ ภูมิประเทศก็เป็นแรงเสียดทานทำให้พายุอ่อนตัวลง ในปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้คาดการณ์ได้ว่าพายุน่าจะสลายตัวไปเร็ว แต่อย่างไรแล้วการสลายตัวของพายุเป็นระบบที่ค่อนข้างจะใหญ่มาก การแตกตัว อาจจะมีเมฆหลุดลอยตัวเข้ามาในประเทศไทยซึ่งก็เป็นเหตุผลที่มีความเป็นไปได้ว่าจะมีฝนตกในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ก็เป็นในปริมาณไม่มากนัก”

ส่วนพายุอีกลูก คือ “วิภา” เป็นพายุโซนร้อนชื่อไทยซึ่งก็มีแนวโน้มเป็นพายุใต้ฝุ่นได้ในอนาคตอันใกล้นี้ แต่เมื่อมองทิศทางการเคลื่อนตัวของพายุแล้ว จะเคลื่อนตัวไปทางประเทศญี่ปุ่นไม่เคลื่อนตัวมายังประเทศไทย ขณะนี้จึงมีพายุนารีเพียงลูกเดียวที่เคลื่อนตัวมาแต่ก็มาพร้อมกับอากาศเย็นก็จะทำให้มีการสลายตัวไปได้อย่างรวดเร็ว

“พายุนารีเข้ามาเตะฝั่งประเทศเวียดนามจะส่งผลต่อพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่ว่าจะเป็นบึงกาฬ นครพนม มุกดาหารฯลฯ อาจมีฝนตกเกิดขึ้นได้แต่ปริมาณน้ำฝนที่ได้จะไม่มาซ้ำเติมกับพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมเพราะเส้นทางเดินของพายุเคลื่อนตัวไปในเส้นทางที่สูงมากอยู่ทางด้านเหนือจากประเทศของเราขึ้นไป อีกทั้งในพื้นที่ทางด้านนั้นยังคงต้องการน้ำอยู่ แต่ก็คงไม่ได้น้ำสักเท่าไหร่ เนื่องด้วยมีสภาพอากาศแห้งเข้ามาปกคลุมนับแต่ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาและปัจจุบันนี้ก็มีอากาศเย็นและแห้งปกคลุมอยู่”

แต่อย่างไรก็ตาม ในอดีตเคยมีพายุก่อตัวขึ้นในช่วงเดือนปลายเดือนตุลาคม-ต้นพฤศจิกายน ฉะนั้นช่วงเวลานี้จึงต้องจับตาดู ซึ่งยังคงมีเวลาพอสมควรเพราะระบบของพายุจะใช้เวลาในการก่อตัวและพัฒนานานประมาณ 5-7 วัน

ขณะเดียวกัน ช่วงเวลานี้ในพื้นที่ภาคใต้ควรเพิ่มความระมัดระวัง เพราะเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน ขณะที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางช่วงเวลานี้ซึ่งอยู่ในช่วงเปลี่ยนฤดูจากฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาวโดยทางตอนบนของประเทศไทยทางภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบนจะเริ่มขึ้นไม่พร้อมกัน จากนั้นจะค่อยๆ ขยับลงมาที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก กรุงเทพมหานครและอาจจะลงไปถึงภาคใต้ตอนบนทางจังหวัดประจวบฯ ชุมพร แต่จะไม่ลงไปถึงนครศรีธรรมราช สงขลา พื้นที่ภาคใต้ตอนล่างเป็นช่วงฤดูฝน



ส่วนกรุงเทพมหานครเวลาอยู่ในช่วงเปลี่ยนฤดู ตามค่าสถิติจะเข้าสู่ฤดูหนาวช่วงกลางเดือนตุลาคมเป็นภาพรวมทั้งประเทศซึ่งอาจจะเร็วหรือช้าไปบ้างประมาณสัปดาห์ จะเห็นได้ว่าช่วงเปลี่ยนฤดูบางทีเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวฝนและมีลมหนาว อาจยังไม่ชัดเจนว่าเป็นฤดูใด แต่ปีนี้ดูเหมือนว่าลมหนาวลงมาอย่างต่อเนื่องก็น่าจะชัดเจนและผลการตรวจวัดอุณหภูมิ
ลดต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียสหลายจุดแล้วโดยเฉพาะช่วงเวลาเช้าบริเวณยอดดอย

“อากาศหนาวในปีนี้จากการคาดการณ์จะสูงกว่าค่าปรกติเล็กน้อยแต่จะต่ำกว่าอุณหภูมิเมื่อปีที่แล้ว หากย้อนกลับไปดูสถิติจะเห็นว่าค่าเฉลี่ยแต่ละช่วงวันไม่เท่ากัน ค่าเฉลี่ยต่ำสุดของปีจะอยู่ที่ปลายเดือนธันวาคม ภาคเหนือตอนบนที่เคยต่ำสุดอยู่ที่ 14 องศา ส่วนค่าสูงสุดที่เกิดขึ้นในรอบหกสิบปีมีอยู่ในช่วงต้นเดือนมกราคม”

นอกจากนี้มีการคาดการณ์อุณหภูมิไว้จากค่าสถิติที่ผ่านมา อย่างในพื้นที่ภาคเหนืออุณหภูมิต่ำสุดในเดือนธันวาคมประมาณ10 กว่าองศา ในเดือนมกราคมประมาณ 9 องศาก็อยู่ประมาณนี้เป็นค่าปรกติจากปี พ.ศ.2494 ถึงปัจจุบัน ส่วนปีที่หนาวมากที่สุดจะมีอยู่ประมาณสามปีจากสถิตินี้คือ ในปี พ.ศ.2498 อุณหภูมิค่อนข้างต่ำมากในเดือนมกราคม ,ปี พ.ศ.2517 เป็นอีกปีที่มีการทำลายสถิติในหลายพื้นที่ ส่วนใหญ่อยู่ในเดือนมกราคมโดยในภาคอีสานหนาวเย็นมาก และปี พ.ศ.2542ในเดือนธันวาคมอุณหภูมิในพื้นที่ภาคเหนือวัดที่ จ.เชียงรายได้ 1.5 องศาเซลเซียส ส่วนกรุงเทพมหานครอุณหภูมิต่ำสุดรอบ 70 กว่าปีอยู่ในช่วงปลายเดือนธันวาคมปี พ.ศ.2518 วัดได้ประมาณ 10.5 องศาเซลเซียส อีกทั้งในปี พ.ศ.2498 เดือนมกราคมกรุงเทพมหานครวัดได้ 9.9 องศาเซลเซียส”

ส่วนสถานการณ์น้ำเหนือช่วงเวลานี้ รวมทั้งความกังวลในเรื่องน้ำทะเลหนุนทางกรุงเทพมหานครเฝ้าติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด โดยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ สัญญา ชีนิมิตร รองปลัดกรุงเทพมหานครบอกเล่าว่า จากปริมาณน้ำที่ไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยารวมถึงองค์ประกอบในการบริหารจัดการน้ำ การประสานความร่วมมือบูรณาการจัดการน้ำร่วมกัน ส่วนหนึ่งทำให้คลายความกังวลไปได้โดยปริมาณน้ำขณะนี้ไม่เหมือนกับปี พ.ศ.2554 ดังที่กล่าวถ้าไม่มีองค์ประกอบอื่นๆมาเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นฝนที่ตกลงมาเกินปริมาณ พายุฯลฯ มาเติมซ้ำก็ไม่น่าจะมีปัญหาซึ่งก็คงต้องติดตามใกล้ชิดต่อไป

“ปริมาณน้ำเหนือ น้ำฝนที่ตกในพื้นที่ข้างๆขณะนี้เบาบางลง คาดว่าจะมาถึงกรุงเทพโดยผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาน่าจะอยู่ราวเมตรเศษๆก็ไม่น่าส่งผลกระทบใดกับแนวริมสองฝั่งน้ำเจ้าพระยา แต่อย่างไรแล้วอาจมีผลต่อชุมชนที่อยู่นอกแนวป้องกันน้ำท่วมของกรุงเทพมหานครซึ่งก็ได้มีการประสานงานกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลโดยช่วงเวลาน้ำขึ้นน้ำทะเลหนุนอาจได้รับผลกระทบแต่ก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆหนึ่งถึงสองชั่วโมงก็จะกลับมาเป็นปรกติ”

นอกจากนี้กรณีที่มีฝนตกลงมามักจะผูกกับปัญหาจราจรซึ่งมีความกังวลนอกเหนือจากเรื่องน้ำท่วมด้วย สิ่งสำคัญที่อยากฝากไว้คือการติดตามข่าวสาร การพยากรณ์อากาศ การวิเคราะห์สถานการณ์สิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นซึ่งสามารถสืบค้นข้อมูลได้ทั้งทางเว็บไซต์ หรือโทรศัพท์สอบถามโดยตรง อีกทั้งควรฟังข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานราชการ ขณะเดียวกันภาคประชาชนควรมีส่วนร่วมช่วยกันในการดูแลรักษาแม่น้ำลำคลอง รักษาความสะอาด การทิ้งขยะ ฯลฯ ซึ่งขยะที่ตกอยู่ในท่อระบายน้ำเป็นปัญหาสำคัญสำหรับการระบายน้ำทำให้เกิดน้ำเสีย กลิ่นเหม็น ส่ร้างปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมฯลฯ

ในช่วงรอยต่อของฤดูกาลเวลานี้ ผู้อำนวยการสำนักพยากรณ์อากาศกล่าวทิ้งท้ายแนะนำเพิ่มอีกว่า ความหนาวเย็นที่กำลังเริ่มขึ้นสิ่งหนึ่งที่จะตามมาด้วยคือเรื่องของระบบทางเดินหายใจ การดูแลรักษาร่างกายให้แข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญมากจึงควรทำให้ร่ายกายอบอุ่นไว้

ขณะที่ภาคใต้เป็นฤดูฝนก็ควรต้องระมัดระวังเรื่องฝนตกหนักที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมขัง น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม โดยเฉพาะพื้นที่ที่เคยเกิดเหตุพิบัติภัยก็ต้องเฝ้าระวังยิ่งขึ้น เตรียมพร้อมรับมือไว้แต่เนิ่นๆรวมทั้งติดตามข่าวสาร สภาพอากาศ การแจ้งเตือนอย่างใกล้ชิด.

*****************************************

ที่มา ชื่อ พายุ

ชื่อพายุที่ปรากฏในแต่ละปี ผู้อำนวยการสำนักพยากรณ์อากาศบอกเล่าเพิ่มเติมว่า ทางฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งมีสมาชิก 14 ประเทศจะร่วมกันตั้งชื่อพายุไว้ โดยแต่ละประเทศจะตั้งชื่อไว้ 10 ชื่อรวมทั้งหมด 140 ชื่อ การเรียกชื่อจะหมุนเวียนไปตามการเกิดขึ้นของพายุ แต่ละชื่อจะไม่ซ้ำกันและชื่อพายุบางชื่อที่ตั้งไว้อาจมีการถอดไป ไม่นำกลับมาใช้อีกซึ่งการถอดชื่อนั้นเพื่อนำมาใช้อ้างอิงและการถอดชื่อเกิดขึ้นในกรณีที่มีความรุนแรง ที่มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ความเสียหายทางด้านธรรมชาติ อย่างเช่น พายุทุเรียน เคยพัดถล่มประเทศฟิลิปปินส์ ครั้งนั้นสร้างความเสียหายไว้มากจึงถอดชื่อพายุดังกล่าวออก เพราะหากหมุนกลับมาใช้อีกหากเกิดขึ้นในพื้นที่อื่นเมื่อกล่าวถึงอาจทำให้สับสนได้ เป็นต้น ส่วนชื่อที่จะนำมาตั้งเป็นชื่อพายุนั้นมีทั้งชื่อคน ผลไม้ และสถานที่ เป็นต้น

“อากาศหนาวในปีนี้จากการคาดการณ์จะสูงกว่าค่าปรกติเล็กน้อยแต่จะต่ำกว่าอุณหภูมิเมื่อปีที่แล้ว หากย้อนกลับไปดูสถิติจะเห็นว่าค่าเฉลี่ยแต่ละช่วงวันไม่เท่ากัน ค่าเฉลี่ยต่ำสุดของปีจะอยู่ที่ปลายเดือนธันวาคม ภาคเหนือตอนบนที่เคยต่ำสุดอยู่ที่ 14 องศา ส่วนค่าสูงสุดที่เกิดขึ้นในรอบหกสิบปีมีอยู่ในช่วงต้นเดือนมกราคม”

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 15-10-2013
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,406
Default

ผู้จัดการออนไลน์


เวียดนามจมน้ำ “นาดี” คงเส้นคงวา มุ่งหน้าเข้าอีสานคืนวันอังคารนี้


แผนภูมิพยากรณ์โดยศูนย์อุตุนิยมวิทยาและอุทกศาสตร์กลางเวียดนามที่ออกเวลา 23.30 น.วันจันทร์ 14 ต.ค. ก่อนไต้ฝุ่นนาดี (Nari) พัดเข้าฝั่งเพียงไม่กี่ชั่วโมง แสดงเส้นทางเคลื่อนตัวเกือบจะเป็นเส้นตรงของพายุใหญ่ลูกนี้ พร้อมชี้ปลายทางไปยังชายแดนลาว-ภาคอีสานของไทย ขณะอ่อนตัวลงเป็นดีเปรสชั่นใน 12 ชั่วโมงถัดไป ซึ่ง "นาดี" มีนัดกับชาวอุบลราชธานี -ยโสธรคืนวันอังคาร 15 ต.ค.นี้.

ไต้ฝุ่นนาดี (Nari) เริ่มแสดงอิทธิฤทธิ์หลายจังหวัดและนครภาคกลางเวียดนามน้ำท่วมแล้ว ขณะพายุจะพัดเข้าถึงฝั่งตอนเช้าตรู่วันอังคาร 15 ต.ค.นี้ และยังคงเคลื่อนตัวเกือบจะเป็นแนวเส้นตรงต่อเนื่องขณะมุ่งหน้าเข้าเวียดนาม ก่อนอ่อนตัวลงเป็นพายุโซนร้อนลูกใหญ่มุ่งสู่ดินแดนลาว อ่อนตัวลงอีกครั้งเป็นดีเปรสชั่นและเป็นหย่อมความกดอากาศสูงเมื่อเข้าสู่ดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยแถบ จ.อุบลราชธานี จนถึงยโสธร


น้ำท่วมและคลื่นลมแรงในนครเหว กับ จ.เถือะเทียนเหว (Thua Thien Hue) คืนวันจันทร์ 15 ต.ค.นี้ และฝนตกหนักในนครด่าหนัง อันเกิดจากทั้งอิทธิพลของไต้ฝุ่นนาดีที่เข้าใกล้ฝั่งและอิทธิพลจากมวลอากาศเย็นที่แผ่ลงปกคลุมตอนเหนือเวียดนามในวันเดียวกันซึ่งทางการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสียงต่างๆ อีกหลายหมื่นคน. -- ภาพ: TTO

ภาพที่เผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ของทางการเวียดนามในคืนวันจันทร์แสดงให้เห็นชาวบ้านเดินลุยน้ำสูงครึ่งแข้งครึ่งเข่าในนครเหว (Hue) ขณะลมกรรโชกแรงต้นมะพร้าวต้นตาลเอนลู่และคลื่นแรงถาโถมเข้ากระแทกฝั่ง ใต้ลงไปในนครด่าหนัง (Danang) เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลืออพยพราษฎรออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยเพิ่มขึ้นและฝ่ายทหารได้จัดเตรียมรถลำเลียงพลหุ้มเกราะเพื่อออกช่วยเหลือผู้ประสบเคราะห์

เวียดนามแอร์ไลน์ส สายการบินแห่งชาติแถลงในวันจันทร์ว่า วันเดียวกันได้ยกเลิกเที่ยวที่จะไปและออกจากนครเหวกับนครด่าหนังรวม 14 เที่ยวและในวันอังคารนี้อีก 8 เที่ยว กระทบถึงผู้โดยสารกว่า 2,000 คน


แผนภูมิฯ ในเว็บไซต์กรมอุตุนอยมวิทยาของไทยตอนค่ำวันจันทร์ 14 ต.ค.นี้ ก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน.

แผนภูมิพยากรณ์ที่ออกโดยสำนักพยากรณ์อากาศหลายแห่งในภูมิภาคซึ่งรวมทั้งกรมอุตุนิยมวิทยาของไทยต่างยืนยันเส้นทางเคลื่อนตัวเกือบจะเป็นแนวตรงของไต้ฝุ่นนาดี ในขณะที่ภาพอินฟราเรดดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา MTSAT ตอนค่ำวันจันทร์ 14 ต.ค.นี้ แสดงให้เห็นไต้ฝุ่นระดับ 1 กำลังหมุนคว้างอยู่ใกล้ฝั่งเวียดนามระหว่างนครด่าหนังกับ จ.เถือเทียนเหว (Thua Thien Hue)

ไต้ฝุ่นลูกนี้มีชื่อเขียนเป็น “Nari” ในภาษาอังกฤษซึ่งควรจะเรียกเป็น “นา-ริ” แต่ตามสำนียงภาษาเกาหลีบ้านเกิดชื่อนี้ออกเสียงเป็น “นา-ดี” ทั้งนี้เป็นเสียงเรียกชื่อพายุที่บันทึกเอาไว้โดยหอสังเกตการณ์ฮ่องกง (Hong Kong Observatory) หรือองค์การอุตุนิยมวิทยาของเขตปกครองพิเศษ

หอสังเกตการณ์ฯ แห่งนี้กล่าวว่า “นา-ดี” เป็นชื่อดอกไม้ทีมีกลิ่นหอมชนิดหนึ่ง เติบโตจากหัวของมันแบบเดียวกับดอกลิลี่ มีทั้งสีขาว และเป็นสีสันต่างๆ เบ่งบานไปทั่วคาบสมุทรเกาหลีในหน้าร้อน

ทุกอย่างเป็นไปตามคาดในวันจันทร์นี้ทางการเวียดนามได้สั่งอพยพราษฎรออกจากพื้นที่เสี่ยงต่างๆ อีกหลายหมื่นคน เพื่อป้องกันภัยพิบัติต่างๆ ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ขณะที่ฝนเริ่มตกหนักปกคลุมทั่วภาคกลางและภาคกลางตนบนของประเทศ ทั้งนี้เป็นรายงานของศูนย์อุตุนิยมวิทยาและอุทกศาสตร์กลางในกรุงฮานอย

ศูนย์อุตุนิยมวิทยาฯ เวียดนามชี้ว่าปริมาณน้ำฝนอาจจะวัดได้ตั้งแต่ 100- 244 มิลลิเมตร ในแถบ จ.กว๋างหงาย (Quang Ngai) จ.เถือะเทียนเหว (Thua Thien Hue) กับนครเหว และ จ.กว๋างจิ (Quang Tri) คาดว่าไต้ฝุ่นนาดีจะเข้าถึงฝั่งเวลาเช้าตรู่วันอังคารนี้ ขณะที่มีความเร็วลงใกล้ศูนย์กลาง 118-149 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยังเป็นไต้ฝุ่นระดับ 1

ขณะเดียวกัน องค์การอุตุนิยมวิทยาฟิลิปปินส์ หรือ PAGASA ออกพยากรณ์ในค่ำวันจันทร์ระบุว่า ไต้ฝุ่นนาดีจะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วเมื่อพัดผ่านเขตเขาในเวียดนาม เป็นพายุโซนร้อนลูกใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางกว่า 450 กิโลเมตร และจะกลายเป็นดีเปรสชั่นทำให้เกิดฝนตกหนักในแขวงภาคกลางกับภาคใต้ของลาวในวันอังคารนี้ซึ่งจะเริ่มส่งอิทธิพลถึงจังหวัดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างของไทยด้วย


แผนภูมิฯ โดยศูนย์ร่วมเตือนภัยไต้ฝุ่นหรือ JTWC ของกองทัพเรือสหรัฐที่ออกในเย็นวันจันทร์ 14 ต.ค. แสดงให้เห็นแนวเคลื่อนตัวของไต้ฝุ่นนาดี (Nari) ซึ่งจะมีอายุยืนยาวถึงเที่ยงคืนวันอังคารก่อนมลายไปในย่าน จ.ยโสธร-ร้อยเอ็ด.

อุตุนิยมวิทยาของฟิลิปปินส์กล่าวด้วยว่า ไต้ฝุ่นนาดีกำลังเคลื่อนเข้าเวียดนามในขณะที่วิภา (Wipha) ไต้ฝุ่นชื่อไทยลูกที่ใหญ่กว่าในทะเลแปซิฟิกตะวันออกเริ่มอ่อนกำลังลงจากไต้ฝุ่นระดับ 3 และคาดว่าจะเบี่ยงตัวสู่ทิศตะวันออกอย่างชัดเจนในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้าวหน้า สู่ทะเลตอนใต้หมู่เกาะญี่ปุ่น

ไต้ฝุ่นนาดีกำลังจะซ้ำเติมภาวะอุทกภัยในแขวงภาคใต้ของลาวกับอีกหลายจังหวัดในกัมพูชาที่แม่น้ำโขงไหลผ่าน ในขณะทางการลาวงยังคงเร่งเยียวยาผู้ประสบภัยจากไต้ฝุ่นหวูติ๊บ (Wutip) ปลายเดือนที่แล้วซึ่งส่งผลกระทบต่อราษฎรกว่าแสนคน ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยต่อเนื่องในกัมพูชาพุ่งขึ้นเป็นกว่า 120 คน.

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 15-10-2013
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,406
Default

ผู้จัดการออนไลน์


ลืมหมีขาวไปก่อน “โลกร้อน” จะทำลายสัตว์เขตร้อนก่อนใคร


ปลาในแถบประการังที่ฮาวาย ทั้งนี้งานวิจัยของนักวิจัยจากฮาวายเผยว่าสัตว์เขตร้อนจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศก่อนสัตว์ในเขตหนาว เนื่งจากอยู่ในพื้นที่มีความแตกต่างอุณหภูมิแคบกว่า ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเพียงเล็กน้อยกระทบต่อระบบนิเวศมหาศาล (ไลฟ์ไซน์)

เมื่อมีการรณรงค์ลด “โลกร้อน” ครั้งใด หมีขาวขนปุยมักถูกชูเป็นสัญลักษณ์ของกิจกรรม เพราะเป็นสัตว์ที่จะไร้บ้านอยู่และสูญพันธุ์หากน้ำแข็งขั้วโลกละลายหมด แต่งานวิจัยล่าสุดเผยว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า พืชและสัตว์เขตร้อน (รวมทั้งไทย) จะได้รับความเดือดร้อนจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศก่อนใคร

จากรายงานของไลฟ์ไซน์ระบุว่า งานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงวารสารเนเจอร์ (Nature) เผยถึงความเลวร้ายที่พืชและสัตว์เขตร้อนจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ล่วงหน้าพื้นในเขตอาร์กติกและหมีที่จะเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เนื่องจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น

อีกทั้งเป็นครั้งแรกที่นักวิจัยได้ชี้ชัดเจนถึงปีที่แต่ละเมืองใหญ่ของโลกจะได้เห็นความวิปริตของภูมิอากาศกลายเป็นเรื่องปกติ เช่น เมืองนิวยอร์กซิตีจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงแบบผลิกฝ่ามือไปสู่อุณหภูมิที่ร้อนจัดกว่าเดิมในปี 2047 โดยช้าหรือเร็วกว่านั้น 5 ปี หากการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ยังเดินหน้าต่อไปเท่าเดิม

คามิโล โมรา (Camilo Mora) หัวหน้าทีมวิจัยและนักภูมิศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยฮาวาย (University of Hawaii) ในมาโนอา ฮาวาย สหรัฐฯ กล่าวว่า วันที่หนาวเย็นในอนาคต ยังร้อนกว่าวันที่ระอุที่สุดในอดีตเมื่อ 150 ปีก่อน

คาดการณ์ภูมิอากาศของโลกในอนาคต ยังรวมถึงสภาพเป็นกรดของมหาสมุทร ลักษณะปริมาณฝนตก และระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูง

ทางด้าน แอบบี เฟรเซียร์ (Abby Frazier) ผู้ร่วมวิจัยและนักศึกษาปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยฮาวายคาดหวังว่า การวิเคราะห์ของพวกเขาจะเป็นข้อความถึงทุกคนว่า ภูมิอากาศกำลังอยู่บนเส้นทางของการเปลี่ยนแปลง

คาดการณ์โลกร้อนนี้เป็นผลจากการวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) ร่วมกันระหว่างโมราและเพื่อนร่วมงาน ที่ใช้แบบจำลองภูมิอากาศ ซึ่งเป็นอิสระต่อกัน 39 แบบจำลอง และพัฒนาโดยนักวิทยาศาสตร์จาก 12 ประเทศ

สำหรับการวิเคราะห์อภิมานนั้นไลฟ์ไซน์ระบุว่า เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติที่ปกติใช้ในวงการแพทย์ ซึ่งจะรวบรมงานวิจัยที่มีอยู่ และพิจารณาแนวโน้มของข้อมูล โดยบางครั้งก็ได้ผลที่น่าประหลาดใจ อย่างการดื่มวันละ 2 แก้วช่วยให้หัวใจแข็งแรง

ทั้งนี้ ทีมมหาวิทยาลัยฮาวายพิจารณาอุณหภูมิพื้นผิว พิจารณาว่าสัตว์ พืช และมนุษย์นั้นจะตอบสนองต่อรูปแบบภูมิอากาศแบบใหม่ ทั้งความเป็นกรดของมหาสมุทร ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำฝนอย่างไร


แผนภาพแสดงปีที่แต่ละเมืองของประเทศต่างๆ จะเผชิญการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอย่างสุดขั้ว โดยเขตร้อนคือพืนทีในแถบคาดกลาง (ไลฟ์ไซน์/เนเจอร์/Camilo Mora)

ทีมวิจัยได้เสนอ 2 คาดการณ์ อย่างแรกคือกรณีที่การปลดปล่อยคาร์บอนไม่ลดลงภายในปี 2100 และอีกกรณีคือการปลดปล่อยคาร์บอนระดับโลกลดลง

ทั้งนี้ ทีมวิจัยระบุว่า เขตร้อนต้องเผชิญความเลวร้ายเนื่องจากอยู่ในภูมิอากาศที่ค่อนข้างคงที่ ไม่เหมือนเขตอาร์กติกที่อุณหภูมิระหว่างหน้าร้อนและหน้าหนาวแตกต่างกัยสุดขั้ว

ดังนั้น พืชและสัตว์เขตร้อนจึงชินกับถิ่นอาศัยที่มีสภาพเหมือนเดิมตลอดปี การเปลี่ยนแปลงเพิ่งเล็กน้อย เช่น อุณหภูมิสูงขึ้นหน่อยก็ทำให้ปริมาณฝนลดน้อยลง ซึ่งกระทบต่อระบบนิเวศในเขตนี้อย่างรุนแรง

โมรากล่าวว่า ทีมของเขาไม่ได้ลดการประเมินความรุนแรงของภูมิอากาศในแถบขั้วโลก แต่พยายามชี้ให้เห็นว่าเราได้มองข้ามผลกระทบรุนแรงที่จะเกิดขึ้นแก่เขตร้อน แต่มีข้อมูลเพียงเล็กน้อยว่าสิ่งมีชีวิตเขตร้อนจะมีปฏิกิริยาต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอย่างไร

"มีหลักฐานที่ชัดว่า สิ่งมีชีวิตเขตร้อนอาศัยอยู่ในภูมิอากาศที่มีช่วงการเปลี่ยนแปลงแคบกว่าสิ่งมีชีวิตในเขตอบอุ่นและเขตหนาว แต่ปัญหาคือเราไม่มีรายบะเอียดเชิงสรีรวิทยาของสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตเขตร้อน จึงมีเหตุผลที่จะสงสัยว่าสิ่งมีชีวิตเขตร้อนอาจจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศค่อนข้างง่าย แต่ยังไม่ชัดเจนว่าอุณหภูมิเท่าไหร่จะทำให้สิ่งมีชีวิตเหล่านี้สูญพันธุ์" แจ็ค วิลเลียมส์ (Jack Williams) จากมหาวิทยาลัยวิสคันซิน-เมดิสัน (University of Wisconsin-Madison) ซึ่งไม่ได้ร่วมวิจัยให้ความเห็น

ด้าน ไรอัน ลองแมน (Ryan Longman) ผู้ร่วมวิจัยอีกคนจากมหาวิทยาลัยฮาวาย กล่าวว่าภายในปี 2050 ประชาชนระหว่าง 1-5 พันล้านคน จะอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และประเทศซึ่งได้รับผลกระทบส่วนใหญ่กลับเป็นประเทศที่มีความสามารถในการรับมือได้น้อย

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 15-10-2013
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,406
Default

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์


กระทรวงทรัพย์ฯ แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตรวจเข้มโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์

วันนี้ (14 ตุลาคม 2556) นายอุดม ไกรวัฒนุสสรณ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายวิจารย์ สิมาฉายา รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมแถลงข่าวการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อพิจารณาข้อมูลโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์อย่างเข้มข้น รัดกุม โปร่งใส และเป็นไปตามกรอบหรือระเบียบอย่างถูกต้อง

นายอุดม เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 เห็นชอบในหลักการการดำเนินงานโครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ และเนื่องจากได้มีกระแสต่อต้านคัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ โดยกล่าวว่าไม่คุ้มค่ากับประโยชน์ที่ได้รับ อีกทั้งยังเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจำนวนมหาศาลอย่างไม่สามารถประเมินค่าได้นั้น ซึ่งนายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้พิจารณาแล้ว ให้ความเห็นพร้อมเน้นย้ำว่า กระบวนการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ (ehia) โครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ต้องเป็นไปอย่างเข้มข้น ละเอียด รอบคอบ และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ในการนี้ กระทรวงฯ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แต่งตั้ง “คณะกรรมการพิจารณาข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์” ขึ้น เพื่อให้มีการพิจารณาข้อมูล ข้อเท็จจริงด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์เพื่อประกอบการเผยแพร่ต่อสาธารณชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง นายวิจารย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นายโชติ ตราชู ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ อำเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งคณะกรรมการฯ ประกอบด้วย รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายวิจารย์ สิมาฉายา) เป็นประธานกรรมการ และกรรมการประกอบด้วย ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยต่างๆ อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เพื่อพิจารณาข้อมูลด้านเศรษฐศาสตร์ วนศาสตร์ น้ำ สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ รวมถึง ผู้แทนจากองค์กรเครือข่ายด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมชลประทาน และกรมอุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยมีผู้แทนสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่เลขานุการ

โดยคณะกรรมการฯ จะมีหน้าที่พิจารณาข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ดำเนินการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ เพื่อจัดทำสรุปข้อมูลเสนอต่อปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยสามารถแต่งตั้งคณะทำงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทำหน้าที่วิเคราะห์ทางวิชาการและข้อมูลที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 15-10-2013
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,406
Default

ประชาชาติธุรกิจ


อิตาลีสร้างกำแพงจักรกลป้องกันน้ำท่วมเมืองเวนิซ



เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม สำนักข่าวต่างประเทศ รายงาน เจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคได้ทดลองใช้กำแพงจักรกล หรือกำแพงระบบไฟฟ้าเครื่องกลจุลภาค เพื่อใช้ป้องกันภาวะน้ำท่วมเมืองเวนิช ประเทศอิตาลี จากการเพิ่มสูงของระดับน้ำทะเล ภายหลังเมืองนี้ต้องเผชิญน้ำท่วมเพิ่มขึ้นจากสภาพพื้นดินต่ำ และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น โดยกำแพงดังกล่าวถูกเลือกใช้สำหรับป้องกันเมืองนี้ จากหลายระบบที่ได้มีการศึกษากัน



รายงานระบุว่า ระบบดังกล่าวเป็นระบบประตูกันน้ำที่จะสามารถทำให้เมืองเวนิชถูกป้องกันจากน้ำทะเล โดยมีประตูกันน้ำ 4 ตัว สร้างจากแบริเออร์ถอดได้จำนวน 78 ชิ้น โดยแบริเออร์แต่ละตัวมีน้ำหนัก 300 ตัน ประตูกันน้ำจะถูกสร้าง 3 ช่องทางที่เชื่อมเมืองกับทะเล 3 แห่ง คือทะเลลิโด้ ทะเลมาลาม็อคโค และช็อกเกีย ซึ่งในภาวะปกติตัวแบร์ริเออร์จะคอยกันน้ำจากชั้นก้นทะเลไว้ ขณะที่ในกรณีเกิดคลื่นน้ำสูง ตัวแบร์ริเออร์จะขยายตัวจากแรงอัดของอากาศ กลายเป็นกำแพงจักรกลป้องกันเมืองเวนิชจากทะเล ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ประโยชน์ของระบบกำแพงจักรกลนี้จะทำให้เมืองเวนิชไม่ต้องเผชิญน้ำท่วมอีก หลังจากที่ผ่านมาเมืองนี้ต้องถูกน้ำและคลื่นน้ำกัดเซาะทำลายมาโดยตลอด

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 04:57


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2020, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger