เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 18-03-2017
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 21,107
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันเสาร์ 18 มีนาคม 2560

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณภาคเหนือด้านตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีพายุฝนฟ้าคะนองลมกระโชกแรง และมีลูกเห็บตกได้หลายพื้นที่ ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้างและป้ายโฆษณา ที่ไม่แข็งแรง ในขณะที่เกิดพายุฤดูร้อนไว้ด้วย สำหรับภาคใต้ตอนล่างจะมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นบางแห่ง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆเป็นส่วนมาก โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ และลมกระโชกแรงบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 18-19 มี.ค. ประเทศไทยตอนบนยังคงมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงและลูกเห็บตกบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง สำหรับภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง

ส่วนในช่วงวันที่ 20-23 มี.ค. ประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศร้อนถึงร้อนจัดกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้ยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้น


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 18-19 มี.ค. ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนไว้ด้วย


*********************************************************************************************************************************************************


ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "พายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน " ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 18 มีนาคม 2560

บริเวณประเทศไทยตอนบนมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และมีลูกเห็บตกได้หลายพื้นที่ ซึ่งจะมีผลกระทบตามภาคต่างๆ มีดังนี้

- ภาคเหนือ บริเวณจังหวัดน่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์

- ภาคกลาง บริเวณชัยนาท นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี และราชบุรี รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณจังหวัดชัยภูมิ อุดรธานี ขอนแก่น หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด นครราชสีมา และบุรีรัมย์

- ภาคตะวันออก บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา และชลบุรี

ในช่วงวันที่ 19-20 มีนาคม 2560 พายุฤดูร้อนที่เกิดขึ้นบริเวณภาคเหนือ และภาคกลาง มีแนวโน้มลดลง ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ยังคงมีต่อเนื่องในระยะนี้

ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้างและป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง ในขณะที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ในช่วงวันและเวลาดังกล่าวไว้ด้วย

ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงยังคงแผ่ปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและทะเลจีนใต้ ประกอบกับในช่วงวันที่ 18-19 มีนาคม 2560 มีคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกจากประเทศเมียนมาเคลื่อนเข้ามาปกคลุมบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ซึ่งจะส่งผลให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น

.
รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (86.7 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (93.4 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (83.6 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 18-03-2017
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 21,107
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


ปรับแผนฟื้นฟูแสนแสบ-พร้อมเพิ่มกำลังโรงน้ำเสียดินแดง เลิกท่าเรือทำโรงน้ำเสีย



เมื่อวันที่ 17 มี.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กทม.โดยสำนักการระบายน้ำ เตรียมนำข้อมูลโครงการพัฒนาคลองแสนแสบให้สะอาดภายใน 2 ปี ตามนโยบายของรัฐบาลชี้แจงต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อรายงาน และขอความเห็นชอบ กรณีมีการปรับเปลี่ยนเเผนการพัฒนาคลองแสนแสบให้สะอาดและมีความยั่งยืนโดยโครงการทั้งหมดเป็นการขอจัดสรรงบ ประมาณจากรัฐบาลวงเงิน 6,989.456 ล้านบาท ซึ่งหากรัฐบาลเห็นชอบกับแผนที่จะนำเสนอนี้ งบประมาณโดยรวมในการดำเนินการจะลดลงเหลือ 6,867 ล้านบาท สำหรับการปรับเปลี่ยนแผนพัฒนาคลองแสนแสบ เบื้องต้นคือ การยกเลิกโครงการปรับปรุงท่าเทียบเรือในคลองแสนแสบ จำนวน 14 ท่า แล้วสร้างโรงควบคุมคุณภาพน้ำมีนบุรี ระยะที่ 2 แทน เพื่อสกัดกั้นไม้ให้น้ำเสียไหลลงสู่คลองแสนแสบ โดยโรงควบคุมดังกล่าวจะรองรับน้ำเสียที่จะเข้าสู่ระบบได้ 40,000 ลบ.ม.ต่อวัน

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า นอกจากนี้จะมีโครงการก่อสร้างท่อรวบรวมน้ำเสียพื้นที่คลองตันสู่โรงควบคุมคุณภาพน้ำดินแดง ปริมาณกว่า 20,400 ลบ.ม.ต่อวัน ใช้งบประมาณ 1,600 ล้านบาท และพื้นที่ห้วยขวางซึ่งอยู่ระหว่างศึกษา ออกแบบเพื่อรวบรวมน้ำเสียในพื้นที่ 15 ตารางกิโลเมตร เข้าสู่ระบบควบคุมคุณภาพน้ำดินแดง คาดว่าจะมีปริมาณน้ำเสียในพื้นที่ห้วยขวาง 60,600 ลบ.ม.ต่อวันอย่างไรก็ตาม เมื่อก่อสร้างท่อรวบรวมน้ำเสียทั้ง 2 พื้นที่แล้วเสร็จ จะทำให้โรงควบคุมคุณภาพน้ำดินแดง มีศักยภาพบำบัดน้ำเสียได้ 350,000 ลบ.ม.ต่อวัน แต่ยังไม่สามารถรับน้ำเสียจากพื้นที่อื่นได้เพิ่มเติม นอกจากจะต้องเพิ่มศักยภาพของโรงควบคุมคุณภาพน้ำดินแดงขึ้นอีก.


http://www.thairath.co.th/content/888360
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 18-03-2017
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 21,107
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ชาวเกาะเต่าร่วมทหารเรือทำความดีเพื่อพ่อ เก็บขยะบนบก ในทะเล

สุราษฎร์ธานี - ชาวเกาะเต่า ร่วมกับทหารเรือนักดำน้ำกว่า 300 คน ร่วมกันทำความดีเพื่อพ่อ บิ๊กคลีนนิ่งเดย์ เก็บขยะใต้ทะเล และบนเกาะ เพื่อเป็นการรณรงค์อนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ในขณะเดียวกัน ฉลามวาฬขนาดใหญ่กว่า 4 เมตร โผล่กลางทะเลให้นักท่องเที่ยวแห่ชมกันอย่างคึกคัก



วันนี้ (17 มี.ค.) นายเกริกไกร สงธานี นายอำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี นาวาเอกวิรัตน์ สมจิตร ผู้บังคับหมู่เรือฝึกนักเรียนจ่าโรงเรียนชุมพลทหารเรือ นายไชยันต์ ธุระสกุล นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเกาะเต่า พร้อมด้วยผู้นำชุมชน ร่วมกันเปิดกิจกรรมงานบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ โดยมีนักประดาน้ำจากหลายพื้นที่เดินทางมาร่วมกิจกรรม รวมทั้งทีมประดาน้ำของทหารเรือกว่า 300 คน ทำความสะอาดทั่วเกาะทั้งบนบก และใต้ทะเล เพื่อเป็นการรณรงค์อนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ส่งเสริมการให้การท่องเที่ยวยั่งยืนต่อไป

นายไชยันต์ กล่าวว่า ชาวเกาะเต่า ได้ร่วมกันดำเนินการทำความสะอาด และฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลติดต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง และในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 14 และจากที่ร่วมมือกันหลายฝ่ายทำให้ใต้ทะเลมีความสวยงามเต็มได้ธรรมธรรมชาติ เช่น ปะการังตื้น และปะการังน้ำลึก พร้อมทั้งพันธุ์ปลานานาชนิด และล่าสุด มีฝูงฉลามวาฬขนาดใหญ่จำนวนไม่ต่ำกว่า 4 ตัว ได้เข้ามาอยู่อาศัย และขึ้นมาว่ายน้ำอวดโฉมให้นักท่องเที่ยวชม ทั้งใต้น้ำ และบนผิวน้ำรอบทะเลเกาะเต่า สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวยิ่งนัก

และในช่วงนี้ได้มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และคนไทยเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวจำนวนมาก ทำให้ห้องพักถูกจับจองไปกว่าร้อยละ 60 ซึ่งทางเกาะเต่า สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้วันละ 20,000 คน ทั้งในด้านดูแลความปลอดภัย และที่พัก


http://www.manager.co.th/South/ViewN...=9600000027078


*********************************************************************************************************************************************************


เลิศ! สร้างถนนรีไซเคิลจากขยะถุงพลาสติกที่อ่าวนาง กระบี่ หวังลดประมาณขยะ

กระบี่ - อบต.อ่าวนาง จ.กระบี่ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ สร้างถนนรีไซเคิลจากขยะจากถุงพลาสติก เพื่อลดปริมาณขยะมูลฝอยในพื้นที่ตำบลอ่าวนาง



วันนี้ ( 17 มี.ค.) คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ นำโดยผศ.เวชสวรรค์ หล้ากาศ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.ราชภัฏเชียงใหม่ ได้คัดเลือก องค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ นำร่องถ่ายทอดเทคโนโลยี โครงการนวัตกรรมทำถนนรีไซเคิลจากถุงพลาสติก เพื่อรณรงค์ให้ชุมชนและประชาชนทำการคัดแยกขยะ และนำถุงพลาสติกที่ไม่ใช้แล้วนำไปใช้ประโยชน์ ตามแนวทางการจัดการขยะ “ใช้น้อย ใช้ซ้ำ นำกลับมาใช้ใหม่” และเป็นการลดปริมาณขยะมูลฝอยประเภทพลาสติก ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ตำบลอ่าวนาง โดยมีนายสุริยัน ณรงค์กุล นายอำเภอเมืองกระบี่ นายประเสริฐ วงษ์นา รองนายกอบต.อ่าวนาง และประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมชมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

ผศ.เวชสวรรค์ กล่าวว่า โครงการนวัตกรรมทำถนนรีไซเคิลจากขยะ ทางคณะฯได้ทำการพัฒนางานวิจัย โดยการนำถุงพลาสติก ที่ใช้แล้วมาบดให้เป็นชิ้นเล็กๆแล้วนำไปผสมกับยางมะตอย สัดส่วน 10/100 เพื่อทำถนน จนประสบความสำเร็จ และสามารถใช้ได้จริงมาแล้ว จึงได้นำงานวิจัยมาต่อยอด ไห้เป็นที่รูจักมากขึ้น เพื่อจะได้ช่วยลดปัญหามลพิษจากขยะถุงพลาสติก ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ทุกวันนี้ ให้หมดไป เพราะ ถนน 1 กิโลเมตร ใช้ถุงพลาสติก เป็นส่วนผสม ถึงประมาณ 600,000 ถุง หากว่าทางรัฐบาลผลักดันเป็นนโยบาย ก็จะสามารถลดปัญหาขยะจากถุงพลาสติก ได้อย่างแน่นอน และยังพบว่าถนนที่มีส่วนผสมของถุงพลาสติก มีความคงทนแข็งแรง ขึ้นถึง 10 %



ด้านนายประเสริฐ วงษ์นา รองนายก อบต.อ่าวนาง กล่าวว่า อบต.อ่าวนางได้จัดกิจกรรมรณรงค์ให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถานประกอบการ สถานศึกษา และประชาชนในพื้นที่จัดกิจกรรมลดขยะ คัดแยกขยะโดยผนวกกับกิจกรรม Big Cleaning Dayอย่างต่อเนื่องทุกเดือน ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี จากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้นำถุงพลาสติกมาเข้าร่วมโครงการถนนรีไซเคิลจากขยะ ร่วมกับ อบต.อ่าวนาง ตั้งแต่เดือนกันยายน 2559 จนถึง เดือนมีนาคม 2560 ซึ่งขณะนี้มีถุงพลาสติกที่รวบรวมมาแล้ว 7 เดือน ได้ถึง 200 กิโลกรัมและนำไปเข้าเครื่องย่อยเตรียมทำถนนจำนวน 140 กิโลกรัมและถุงพลาสติกที่รอย่อยอีก 60 กิโลกรัม

โดยในวันนี้คณะนักวิจัยฯได้มีการจัดทำถนนและสาธิตการทำบล็อกรีไซเคิล จากขยะพลาสติก ซึ่งอบต.อ่าวนางได้จัดเตรียมพื้นที่เพื่อทำถนนรีไซเคิลขยะ ณ ลานออกกำลังกาย หน้าที่ทำการ อบต.อ่าวนางเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์เป็นพื้นที่สำหรับการออกกำลังกาย และเป็นแนวทางที่จะขยายผลในการลดปริมาณขยะ ประเภทพลาสติก ซึ่งย่อยสลายยาก ได้จำนวนมากในอนาคตต่อไป


http://www.manager.co.th/South/ViewN...=9600000027573
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 18-03-2017
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 21,107
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


กระทรวงทรัพย์ฯ รุกแก้ปัญหา ขยะกลางทะเล-ชายฝั่งชุมพร


ตามที่ปรากฏข่าว ใน Social Media เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ว่า ได้พบว่ามีขยะเกิดขึ้นบริเวณชายหาดทุ่งวัวแล่น พื้นที่อบต.สะพลี อ.ปะทิว จ.ชุมพร โดยเป็นขยะเศษไม้และซากอวน อย่างไรก็ตาม ทางอบต.สะพลี ได้ดำเนินการกำจัดไปแล้ว และอีกจุดที่พบคือ อยู่กลางทะเลห่างจากชายฝั่งประมาณ 30-40 กม. ซึ่งมีขนาดใหญ่ ทั้งนี้ใน Social Media ยังมีข้อสอบถามว่ารัฐบาลมีแนวทางจะแก้ไขอย่างไร



ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวและลดปริมาณขยะที่เกิดขึ้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ชี้แจงเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 ถึงการดำเนินการและแนวทางการแก้ไขโดยแยกเป็น 2 ระยะ ดังนี้

ระยะที่หนึ่ง เป็นระยะเร่งด่วน โดยทางกระทรวงฯได้ดำเนินการเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ได้รับแจ้งจากทางจ.ชุมพร โดยผู้ว่าราชการจังหวัดกล่าวว่า

1. พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ ได้สั่งการโดยทันทีเมื่อได้รับแจ้ง โดยให้หน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รวมทั้งหน่วยงานในพื้นที่ คือสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค (สสภ.) และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ผอ.ทสจ.) ให้ไปร่วมกับจ.ชุมพร และจ.ประจวบคีรีขันธ์ ในการแก้ไขปัญหา เนื่องจากขณะนี้ขยะได้ไหลลอยเข้าพื้นที่จ.ประจวบฯ

2. จากการประสานงานกับทางทหารเรือ (ทร.) ผลการบินของเครื่องบินทหารเรือโดยพลเรือโทสุรศักดิ์ เมธยาภา ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ได้บินสำรวจพบขยะบริเวณเกาะทะลุ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และผลการสำรวจ ของทหารเรือทางทส. โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ส่งเรือขนาดใหญ่ 80 ฟุต จำนวน 4 ลำ รวมทั้งประสานขอความร่วมมือกับ "สมาคมประมง" ได้นำเรือประมง 10 ลำ และเรือนำเที่ยว 2 ลำพร้อมเจ้าหน้าที่ของกรมทรัพย์ และชุมชนชาวประมงกว่า 40 คน เร่งออกไปกำจัดขยะยังจุดพบขยะบริเวณกลางทะเล

3. รองอธิบดีกรมทรัพย์ได้รับมอบหมายให้ไปบัญชาการในพื้นที่ โดยประชุมและหารือแนวทางกำจัดขยะกับผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

4. ได้รับการสนับสนุนจากผู้บังคับกองบินที่ 5 ในการใช้เฮลิคอปเตอร์ ขึ้นบินสำรวจบริเวณเกาะทะลุ จ.ประจวบฯ ที่พบกลุ่มขยะ เพื่อจะทราบปริมาณและทิศทางการไหลของขยะ เพื่อวางแผนในการดำเนินการในการแจ้งเรือที่ออกไปกำจัดขยะ

5. กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ประสานกับ GISDA เพื่อตรวจสอบทิศทางการเคลื่อนตัวของขยะโดยใช้ดาวเทียม เพื่อแจ้งทางเรือรับทราบอีกทางหนึ่งเพื่อให้เรือได้ไปถึงจุดขยะด้วยความรวดเร็ว และ6. คาดการณ์ว่า เรือทั้งหมดจะไปถึงจุดพบขยะในเวลาประมาณ 18.00 น. และจะดำเนินการเก็บกู้ขยะทั้งหมดใส่เรือ และนำเข้าฝั่งเพื่อไปกำจัดตามหลักวิชาการฯ ที่ถูกต้องโดยด่วนต่อไป



ระยะที่สอง เป็นการแก้ไขปัญหาในระยะยาว

1) ทส.ได้มีแผนแม่บทการบริหารขยะมูลฝอยของประเทศ ซึ่งเน้นให้ชุมชน ท้องถิ่นทุกแห่งจัดการขยะลดลงอย่างน้อย 5% ภายใน ปี 2560 ตามแผนแม่บทฯ ปี 2559-2564 ซึ่ง ได้มีแผนการจัดการและบริหารขยะทางทะเลไว้ด้วยแล้ว ทั้งนี้ จะมีคณะกรรมการนโยบายและแผนทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ โดยมีรองนายกรัฐมนตรี พลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ เป็นประธาน กำกับอยู่

2) นอกจากแผนแม่บทดังกล่าวแล้ว กระทรวงฯ จะได้ประสานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งทางจังหวัด ท้องถิ่น ภาคเอกชนและชุมชนชายฝั่ง เพื่อบูรณาการร่วมกันจัดทำแผนแม่บทเฉพาะแห่ง เพื่อนำเสนอคณะกรรมการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งระดับชาติต่อไป

3) นอกจากนี้ เพื่อจัดการลดและบรรเทาผลกระทบจากขยะทะเลในระยะยาวอย่างยั่งยืน ฝ่ายวิชาการและเครือข่ายนักอนุรักษ์มีความเห็นร่วมกันว่าสมควรมีมาตรการลดปริมาณขยะพลาสติกในทะเล ซึ่งเป็นภัยคุกคามและมีผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล/สัตว์ทะเลหายาก โดยการมีมาตรการทางกฎหมายไม่ให้แจกถุงพลาสติกฟรีในพื้นที่จังหวัดชายฝั่งทะเลและเกาะ โดยให้ขายถุงพลาสติกแทนการแจกฟรี

นอกจากจะได้รับความสนใจสังคมออนไลน์อย่างมากแล้ว สื่อมวลชนหลายสำนักให้ความสนใจกับเรื่องนี้อย่างมากเช่นกัน และในส่วนขององค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร (NGO) อย่างกลุ่มกรีนพีซ ได้นำเสนอเรื่อง”แพขยะในอ่าวไทย ยอดภูเขาน้ำแข็งของวิกฤตขยะไทย” ในเว็บไซต์ www.greenpeace.org โดยมีเนื้อหาว่า “ไม่ได้มีแค่แพขยะใหญ่แปซิฟิก (Great Pacific Garbage Patch) แต่ประเทศเราก็ไม่น้อยหน้า มีแพขยะอ่าวไทยด้วย และแพขยะดังกล่าวนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของวิกฤตขยะประเทศไทย”



เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ได้เผยแพร่ภาพแพขยะขนาดยักษ์กลางอ่าวไทย ยาว 10 กิโลเมตร จากข้อมูลของพี่ชาวประมง “ป๊ะป๋า วงเวียน” ผู้พบแพขยะยาว 10 กิโลเมตร ในทะเลนอกชายฝั่งชุมพร ทั้งนี้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้วิเคราะห์ข้อมูลคาดการณ์ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ระบุว่า "มวลขยะทะเลดังกล่าว มีทิศทางจะถูกพัดพาออกสู่ทะเล ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะง่าม ไม่ส่งผลกระทบกับแนวปะการัง ชายหาด และระบบนิเวศที่เปราะบางบริเวณใกล้ฝั่ง"

เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศช่วยให้เราสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนผิวโลกได้ในแบบเวลาจริง (real-time) แต่การมีแพขยะขนาดใหญ่ลอยอยู่กลางทะเลนั้นก็ไม่ควรวางใจ เพราะ1) นี่คือส่วนเล็กๆ น้อยของพลาสติกราว 1 ล้านตันที่อยู่ในมหาสมุทรของโลก อันมาจากกิจกรรมของมนุษย์บนฝั่ง โดยขยะที่เรามองไม่เห็นน้ำจมอยู่ใต้ท้องมหาสมุทร ไม่ได้ลอยขึ้นมาบนผืนน้ำ 2) ไทยติดอันดับประเทศที่มีการปล่อยขยะพลาสติกลงในมหาสมุทรมากที่สุด 3) หากไม่จัดการให้ดี เศษพลาสติกทั้งหลายที่เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอาจกลายเป็นอาหารของปลาผิวน้ำ มีการศึกษากระแสวงวนใหญ่แปซิฟิกเหนือ (North Pacific Ocean Subtropical Gyre) ซึ่งมีขนาดราวสองเท่าของรัฐเท็กซัส สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ มีปลาผิวน้ำขนาดเล็กจะมาอยู่รอบๆ มีความหนาแน่นของปลาหนึ่งตัวต่อหนึ่งตารางเมตร และพวกมันก็กินพลาสติกเป็นอาหาร ตัวกินพลาสติกจะเป็นปลาผิวน้ำในเขตมหาสมุทรลึกอย่างปลาผิวน้ำ (Lanternfish) หรือปลาผิวน้ำอื่นๆ ที่ว่ายสู่ผิวน้ำตอนกลางคืนเพื่อหาอาหาร

อ่าวไทยไม่มีกระแสน้ำอุ่นมาเจอกระแสน้ำเย็นแบบมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการรวมตัวของขยะกลางมหาสมุทรลึกถึงแม้จะมีปฏิบัติการกวาดแพขยะขึ้นฝั่ง แต่วิกฤตขยะในทะเลไทยคงไม่คลี่คลายได้โดยง่าย พลาสติกไม่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ แต่จะแตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆ และคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมเป็นเวลาหลายร้อยปี ซึ่งพลาสติกที่อยู่ในทะเลชิ้นเล็ก ๆ เหล่านี้มีลักษณะคล้ายกับอาหารของสัตว์ทะเล และแน่นอนว่าอาจจะส่งผลย้อนกลับมาหามนุษย์ในที่สุดในรูปแบบของอาหารทะเลปนเปื้อนมลพิษพลาสติก

การทำความสะอาดขยะในทะเลและมหาสมุทรอย่างมีประสิทธิภาพนั้นไม่ต่างอะไรกับการเข็นครกขึ้นภูเขา และต้องเสียเวลาและทรัพยากรอย่างมหาศาล นี่คือความท้าทายของวาระแห่งชาติอย่างแผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ ว่าจะเน้นถึงการคลี่คลายรากเหง้าของปัญหาซึ่งยึดโยงอย่างแนบแน่นกับการบริโภคที่ล้นเกินและการปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมของคนในสังคมได้หรือไม่เพียงใด


http://www.manager.co.th/iBizChannel...=9600000026450
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 18-03-2017
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 21,107
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


นาซาคอนเฟิร์ม “เชื้อเพลิงชีวภาพ” ช่วยเครื่องบินเจ็ทลดมลพิษ 70%


เครื่องบินเจ็ทดีซี-8 ขณะบินทดสอบโดยใช้เชื้อเพลิงชีวภาพครึ่งหนึ่งและอีกครึ่งหนึ่งเป็นเชื้อเพลิงเครื่องบินปกติ (NASA/SSAI Edward Winstead)

นาซาเผยผลการศึกษาใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในเครื่องบินเจ็ท ช่วยลดการปลดปล่อยอนุภาคจากไอเสียที่พ่นออกมาได้มาก 50-70% พร้อมสรุปว่า เป็นสัญญาณที่ดีทั้งต่อธุรกิจของสายการบิน และสิ่งแวดล้อมของโลก

การศึกษาดังกล่าวเป็นผลจากโครงการความร่วมมือวิจัยระดับนานาชาติ ที่นำโดยองค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) และองค์จากเยอรมนีและแคนาดา ซึ่งผลการศึกษาได้ตีพิมพ์เผยแพร่ลงวารสารเนเจอร์ (Nature)

เครื่องบินเจ็ทซึ่งเติมเชื้อเพลิงชีวภาพได้บินทดสอบใกล้ๆ ศูนย์วิจัยการบินอาร์มสตรอง (Armstrong Flight Research Center) ของนาซา ซึ่งตั้งอยู่ในเอ็ดเวิร์ด แคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 2013 และปี 2014

ข้อมูลจากการบินทดสอบดังกล่าวได้รับการเก็บบันทึก เพื่อศึกษาถึงผลกระทบของการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกที่มีผลต่อสมรรถนภาพของเครื่องยนต์ รวมถึงการปลดปล่อยมลพิษและการสร้างคอนเทรล (Contrail) ที่ระดับความสูงเดียวกับสายการบินพาณิชย์

คอนเทรลนั้นผลิตขึ้นจากเครื่องยนต์ที่ร้อนจัดของเครื่องบินพ่นออกมาผสมกับอากาศเย็น ซึ่งมักอยู่บนเส้นทางบินที่ระดับความสูงจากพื้นโลกหลายไมล์ และส่วนประกอบหลักๆ ของคอนเทรลคือน้ำที่อยู่ในรูปผลึกน้ำแข็ง

นักวิจัยให้ความสนใจต่อคอนเทรลที่คงอยู่นาน เพราะคอนเทรลเหล่าสามารถสร้างเมฆที่คงอยู่ได้นานและบางครั้งยังครอบคลุมพื้นที่กว้าง และปกติเมฆเหล่านั้นไม่ได้ก่อตัวขึ้นในชั้นบรรยากาศ อีกทั้งยังเชื่อว่าเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของโลก

บรูซ แอนเดอร์สัน (Bruce Anderson) นักวิทยาศาสตร์ในโครงการแอคเซส (ACCESS) ซึ่งเป็นโครงการศึกษาผลกระทบจากการพ่นไอเสียของเครื่องบินเจ็ทที่ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ จากศูนย์วิจัยแลงลีย์ (Langley Research Center) ของนาซาในแฮมป์ตัน เวอร์จิเนีย กล่าวว่าการพ่นเขม่าของเครื่องบินนั้นเป็นปัจจัยหลักในการสร้างคุณสมบัติของคอนเทรลและการก่อตัวของคอนเทรล

จากการศึกษาพบว่า เที่ยวบินในโครงการแอคเซสที่ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพนั้นปลดปล่อยนุภาค (เขม่า) ลดลง ซึ่งแอนเดอร์สันกล่าวว่า การลดลงนี้ชี้ว่าการควบแน่นของผลึกน้ำแข็งในคอนเทรลนั้นลดลงด้วย นั่นหมายถึงการช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของโลกด้วย

นาซาระบุว่า การลดลงนี้มีความสำคัญเพราะคอนเทรลและเมฆซีร์รัส (cirrus cloud) ที่ก่อตัวรอบๆ คอนเทรลนั้น มีผลกระทบใหญ่หลวงต่อบรรยากาศโลก มากกว่าการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการบินนับแต่การขึ้นบินครั้งแรกของ 2 พี่น้องตระกูลไรท์ (Wright brothers) เสียอีก

การทดสอบการบินด้วยเชื้อเพลิงชีวภาพนี้ เครื่องบินเจ็ทดีซี-8 (DC-8) ของนาซาบินที่ความสูง 40,000 ฟุต โดยใช้เชื้อเพลิงผสมระหว่างเชื้อเพลิงเครื่องบินทั่วไปครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกของไฮโดรเอสเตอร์ที่ผ่านกระบวนการและกรดไขมันที่ผลิตจากพืชน้ำมันคาเมไลนา (camelina)


เครื่องบินอีก 3 ลำที่บินตามหลังเครื่องบินเจ็ทดีซี-8 ที่เติมเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยเครื่องบินเจ็ทเอชยู-25ซีการ์เดียน อยู่ด้านหน้าสุดของภาพ และอยู่ห่างจากเครื่องบินเชื้อเพลิงชีวภาพ 250 เมตร ( National Research Council of Canada)

ระหว่างเครื่องบินทดสอบขับเคลื่อนนั้นมีเครื่องบินวิจัยอีก 3 ลำ บินตามหลังเครื่องบินเจ็ทดีซี-8 ที่ระยะห่างตั้งแต่ 300 ฟุต ถึง 20 ไมล์ เพื่อวัดการปลดปล่อยและศึกษาการก่อคอนเทรล จากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงที่แตกต่างกัน

เครื่องบิน 3 ลำที่ตามหลังมีเครื่องบินเจ็ทเอชยู-25ซีการ์เดียน (HU-25C Guardian) ของนาซาที่อยู่ในแลงลีย์ เครื่องบินเจ็ทฟอลคอน 20-อี5 (Falcon 20-E5 jet) ของศูนย์การบินอวกาศเยอรมัน (German Aerospace Center: DLR) และเครื่องบินเจ็ทซีที-133 (CT-133) ของสภาวิจัยแห่งชาติแคนาดา (National Research Council of Canada)

นักวิจัยยังวางแผนที่จะศึกษาโครงการนี้ต่อเพื่อทำความเข้าใจและสาธิตคุณประโยชน์จากการทดแทนเชื้อเพลิงเครื่องบินในปัจจุบันด้วยเชื้อเพลิงชีวภาพ ส่วนเป้าหมายของนาซานั้นจะสาธิตการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในเครื่องบินซูเปอร์โซนิกเอกซ์-เพลน (X-plane) ต่อไป


http://www.manager.co.th/Science/Vie...=9600000027058
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 18-03-2017
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 21,107
Default

ขอบคุณข่าวจาก คม ชัด ลึก


สุดสลด! พบลูกน้อยในท้องวาฬที่เกยตื้นตายในเซินเจิ้น



เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ผู้เชี่ยวชาญได้ผ่าวาฬสเปิร์มที่มาเกยตื้นตายในอ่าวต้าย่า เมืองเซินเจิ้นทางใต้ของจีน แล้วพบว่าในท้องของมันนั้นมีวาฬตัวน้อยอยู่ด้วย ซึ่งกำลังจะออกมาลืมตาดูโลกแล้ว

รายงานระบุว่า หลังจากวาฬตัวนี้ตาย ก็มีบาดแผลหลายแห่งที่ส่วนหางของมัน อีกทั้งส่วนปากยังมีตาข่ายจับปลาและถุงพลาสติกด้วย


http://www.komchadluek.net/news/regional/265842


*********************************************************************************************************************************************************


นิวซีแลนด์ยก'แม่น้ำ'เป็นนิติบุคคลแห่งแรกของโลก



รัฐสภานิวซีแลนด์เห็นชอบกฎหมายรับรองสถานะ “ฟางกานุย” แม่น้ำที่ยาวอันดับ 3 ของประเทศ และเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ของชาวเมารี ให้เป็นนิติบุคคล มีสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดตามกฎหมายทุกประการ

นายคริสต์ ฟินเลย์สัน อัยการสูงสุดนิวซีแลนด์ กล่าวว่า การรับรองสถานะแม่น้ำเป็นนิติบุคคลเช่นนี้ถือเป็นครั้งแรกของโลก หลังจากชาวเมารีต่อสู้เพื่ออ้างกรรมสิทธิ์เหนือแม่น้ำสายนี้มาตั้งแต่ทศวรรษ 1870 เป็นคดีความที่ยาวนานที่สุดของนิวซีแลนด์ กฎหมายนี้จึงเป็นการยอมรับความผูกพันทางจิตวิญญาณอันลึกซึ้งระหว่างชนพื้นเมืองกับสายน้ำแห่งบรรพบุรุษ

ในทางปฏิบัติแม่น้ำฟางกานุยจะมีตัวแทนคุ้มครองผลประโยชน์ 2 คน คนหนึ่งเป็นชาวเมารี อีกคนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนข้อพิพาทของชาวเมารี รัฐบาลยินยอมจ่ายค่าชดเชยให้ชาวบ้านเป็นเงิน 80 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ (ราว1,966 ล้านบาท) และค่าปรับปรุงคุณภาพน้ำอีก 30 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ (ราว 737 ล้านบาท)


http://www.komchadluek.net/news/foreign/265752
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 18-03-2017
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 21,107
Default

ขอบคุณข่าวจาก แนวหน้า


อินโดฯเรียกทูตอังกฤษคุยทำปะการังพัง

จาการ์ตา (เอเอฟพี/บีบีซี นิวส์) - รัฐบาลอินโดนีเซียเรียกเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำกรุงจาการ์ตาเข้าพบในวันศุกร์ หลังเรือสำราญของบริษัทสัญชาติอังกฤษเดินเรือไม่ระวัง ทำปะการังบริเวณเกาะที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งในจังหวัดปาปัวตะวันตก ได้รับความเสียหายอย่างหนัก

นายลูฮัต ปันไจตัน รัฐมนตรีประสานงานฝ่ายกิจการทางทะเล เชิญนายโมอัสซัม มาลิก เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำกรุงจาการ์ตาเข้าพบเมื่อวันที่ 17 มี.ค.หลังเรือสำราญแคเลโดเนียนสกาย เรือท่องเที่ยวขนาดระวางขับน้ำ 4,200 ตัน ที่นำนักท่องเที่ยว 102 คน ลูกเรือ 79 คน มาชมนกบริเวณหมู่เกาะราชาอัมพัต ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังเนื่องจากเป็นแหล่งสัตว์น้ำที่มีความหลากหลายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เมื่อวันที่ 4 มีนาคม แต่กัปตันแล่นเรือไม่ระวัง จนไปติดกับแนวปะการัง ทำให้เกิดความเสียหาย เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้แก่รัฐบาลอินโดนีเซีย โดยทางการระบุว่า กัปตันเรืออาจต้องถูกดำเนินคดีทางอาญา ขณะที่บรรดานักวิจัยทางทะเลเชื่อว่า อาจต้องใช้เวลานานหลายทศวรรษและจำนวนเงินมหาศาลในการฟื้นฟูแนวปะการัง หลังประเมินความเสียหายว่า แนวปะการังเสียหายเป็นวงกว้างถึง 13,500 ตารางเมตร อาจต้องใช้งบประมาณในการฟื้นฟูมากถึง 16.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 570 ล้านบาท)

อย่างไรก็ดี นายมาลิกกล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังเข้าพบนายปันไจตันว่า การพูดคุยระหว่างเขาและรัฐมนตรีเป็นไปด้วยดี แต่เขาเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และหวังว่า เจ้าหน้าที่และบริษัทที่รับผิดชอบจะร่วมกันแก้ปัญหาในเรื่องนี้ได้โดยเร็ว นายมาลิกกล่าวอีกว่าเรือลำดังกล่าวเป็นของบริษัทสวีเดน ขณะที่บริษัทจัดโปรแกรมทัวร์คือ บริษัท โนเบิล แคลิโดเนีย ซึ่งมีฐานอยู่ที่กรุงลอนดอนของอังกฤษ

ด้านนายปันไจตันกล่าวว่า กัปตันเรือที่ก่อเหตุพยายามบังคับเรือให้หลุดออกจากแนวปะการังและทำให้เกิดความเสียหายมากยิ่งขึ้น แม้เขาจะถูกสั่งให้หยุดการกระทำดังกล่าวแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ยังแล่นเรือออกจากน่านน้ำอินโดนีเซีย ทั้งที่กระบวนการประเมินความเสียหายยังไม่เสร็จสิ้นอย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียให้ความสำคัญต่อเหตุการณ์ทำลายปะการังในครั้งนี้มาก ขณะที่บริษัท โนเบิล แคลิโดเนีย แถลงขอโทษต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และว่า กำลังประสานงานกับรัฐบาลอินโดนีเซียในเรื่องนี้


http://www.naewna.com/inter/260920
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #8  
เก่า 18-03-2017
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 21,107
Default

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าวไทย


ท่องเที่ยววิถีไทยเก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง : แหล่งผลิตเกลือสมุทรใหญ่ที่สุดในประเทศ จ.เพชรบุรี



เพชรบุรี 17 มี.ค.- เมืองไทยเมืองคนเก๋ เที่ยวที่ไหนแบบไหนก็เก๋ไก๋ วันนี้พาคุณผู้ชมไปศึกษาธรรมชาติ แหล่งผลิตเกลือสมุทรที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ในอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เส้นทางท่องเที่ยวชมธรรมชาติ และยังได้เรียนรู้วิถีชีวิตชาวนาเกลือ


http://www.tnamcot.com/content/676338
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #9  
เก่า 18-03-2017
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 21,107
Default

ขอบคุณข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ


เทียบได้กับการก่ออาชญากรรม! อินโดนีเซียโวยหลังเรืออังกฤษชนแนวปะการังเสียหาย 570 ล้าน

วันที่ 15 มี.ค. เอเอฟพีรายงานว่า โฆษกกระทรวงต่างประเทศอินโดนีเซียให้คำมั่นจะตอบโต้หลังเรือท่องเที่ยวคาเลโดเนียน สกาย สัญชาติอังกฤษน้ำหนัก 4,200 ตัน ปะทะเข้ากับแนวปะการังที่งามบริสุทธิ์ดุจสวรรค์ซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่หมู่เกาะราจา อัมปัด ภูมิภาคปาปัว ด้านตะวันออกของประเทศอินโดนีเซีย



ประเมินความเสียหายครอบคลุมพื้นที่ 13,500 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นมูลค่าเสียหายราว 570 ล้านบาท อีกทั้งทำให้ชาวบ้านราจา อัมปัด พากันไม่พอใจต่อผลกระทบด้านการท่องเที่ยวและวิถีชีวิตประมง

เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศอินโดนีเซียกล่าวว่าความเสียหายจากเรือท่องเที่ยวนี้ เทียบเท่าได้กับการก่ออาชญากรรม ดังนั้นอาจต้องเนรเทศกัปตันเรือลำนี้ออกจากอินโดนีเซีย และดำเนินคดีตามกฎหมาย หากพบว่าจงใจทำลาย มีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี อินโดนีเซียจะไม่อดทนอดกลั้น รัฐบาลห่วงกังวลมาก จะดำเนินการทุกวิถีทางอย่างแท้จริงเพื่อหาคนมารับผิดชอบ

หมู่เกาะราจา อัมปัด เป็นหนึ่งในถิ่นที่อยู่ทางทะเลที่มีความหลากหลายที่สุดในโลกและดึงดูดให้นักท่องเที่ยวและนักดำน้ำ

อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มี.ค. เมื่อเรือดังกล่าวปะทะชนเข้ากับแนวปะการังช่วงที่น้ำลงต่ำ ขณะกลับจากพานักท่องเที่ยวไปดูนก เรือบรรทุกผู้โดยสาร 102 คน ลูกเรือ 79 คน ติดกับพื้นบนปะการังแน่นและต่อมาลอยขึ้นได้เมื่ออยู่ในช่วงน้ำขึ้น พยายามใช้เรือลากดึงเรือออกมาแต่ไม่สำเร็จ

ด้านบริษัทโนเบิล คาเลโดเนีย เจ้าของเรือระบุว่า เสียใจอย่างยิ่ง และจะทำงานร่วมกับรัฐบาลเพื่อหาทางแก้ปัญหา


http://www.prachachat.net/news_detai...sid=1489637195


*********************************************************************************************************************************************************


เปิดโลกต่างเเดน! พาเยือนถิ่น "Migingo" เกาะหุ้มเหล็กที่มีประชากรหนาเเน่นที่สุดในโลก



เเบบนี้ก็มีด้วย... เปิดโลกต่างเเดน พามารู้จักกับเกาะ Migingo ดินเเดนที่มีประชากรหนาเเน่นที่สุดในโลก จนได้รับฉายา "เกาะหุ้มเหล็ก" เพราะเเทบจะไม่มีต้นไม้ให้เห็น มีเพียงเหล็กสังกะสีของหลังคาบ้านที่ตั้งอยู่ติดกันทุกตารางนิ้วบนเกาะเเห่งนี้

สำหรับเกาะ Migingo มีพื้นที่เพียง 1,980 ตารางเมตร เกาะขนาดเล็กมากๆ บนทะเลสาบสาบวิกตอเรียในประเทศเคนยา ทวีปแอฟริกา มีบ้านเรือนประชาชนอาศัยอยู่ 131 หลังคาเรือน เเละมีประชากรทั้งสิ้นกว่า 1,000 คน ทำให้ที่เเห่งนี้มีจำนวนคนอยู่อาศัยเเออัดที่สุดในโลกหากเทียบกับบริเวณพื้นที่

ด้านการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินบนเกาะแห่งนี้เป็นความขัดเเย้งกันมายาวนานระหว่างเคนยาเเละอูกันดาโดยทั้งสองประเทศอ้างว่าเกาะเเห่งนี้เป็นของตนเนื่องจากประวัติศาสตร์การบุกเบิกเกาะนี้ยังเป็นที่สับสนว่าชาวประมงเคนยาหรือชาวประมงอูกันดา ใครกันเเน่ที่มาอาสัยอยู่เกาะ Migingo เป็นคนเเรก ก่อนจะมีเพื่อชาวประมงคนอื่นย้ายถิ่นฐานตามมา

เเม้ข้อบ่งชี้ด้านภูมิศาสตร์จะระบุว่า เกาะนี้ตั้งอยู่ในเขตประเทศเคนยา เเต่ทางฝ่ายเพื่อนบ้านอย่างอูกันดา เเย้งว่าชาวประมงบนเกาะได้ล่วงล้ำเข้าไปหาปลาในน่านน้ำของอูกันดา ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากชายฝั่งของเกาะเพียง 500 เมตร จึงเป็นข้อพิพาทกันเรื่อยมาจนกลายเป็นสงครามเล็กๆ กระทั่งเจรจากันได้เมื่อปีที่เเล้ว (2016) ว่าทั้งสองประเทศมีสิทธิในการเก็บภาษีประชาชนที่อยู่อาศัยบนเกาะ เเต่ต้องส่งตำรวจไปดูเเลความปลอดภัยให้ชาวเกาะด้วย อย่างไรก็ตามก็ยังมีเหตุโจรสลัดเข้ามาปล้นอยู่ประปราย เเต่น้อยลงมากเมื่อเทียบกับอดีต

พออยู่กันอย่างเป็นสุข กลายเป็นสวรรค์ของนักตกปลา ชาวเคนยา อูกันดา และแทนซาเนีย ก็เเห่กันมาตั้งครอบครัวกันที่นี่จนประชากรเยอะขึ้นเรื่อยๆ เเบบยั้งไม่อยู่ บ้านเรือนเเออัดจนไม่มีทางเดิน เเต่ในปัจจุบันคาดว่าเมื่อทรัพยากรน้อยลง คนก็จะเริ่มอพยพไปหาที่อยู่เเห่งใหม่ในอีกไม่ช้านี้

RT Documentary พาลงพื้นที่ไปดูวิถีชีวิต พูดคุยกับชาวเมืองบนเกาะ Migingo เเห่งนี้ มาดูกันว่าวัฒนธรรม อาหารการกิน เเละความเป็นอยู่ของพวกเขาเป็นอย่างไร ดูได้ในสารคดีชุดนี้




http://www.prachachat.net/news_detai...sid=1489745796
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 01:22


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2017, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger