กระดานข่าว Save Our Sea.net
สิงหาคม 30, 2014, 04:39:45 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: บอร์ดนี้อ่านได้อย่างเดียว ต้องการตั้งกระทู้ใหม่กรุณาใช้งานบอร์ดใหม่ที่
http://www.saveoursea.net/forums/index.php
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา สมาชิก เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ 2552  (อ่าน 2512 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2009, 12:07:05 AM »

กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนยังคงปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ประกอบกับมีลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากอ่าวไทยเข้ามาปกคลุมประเทศไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาในหลายพื้นที่ ขอให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะระมัดระวังอันตรายในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกหนาในระยะนี้ไว้ด้วย ส่วนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังมีอากาศหนาวเย็นในตอนเช้า


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีหมอกในตอนเช้า และมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่  อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศา อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศา   ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 4-5 ก.พ. 52 บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนที่แผ่ปกคลุมประเทศไทยและอ่าวไทยจะมีกำลังอ่อนลง ประกอบกับลมตะวันออกเฉียงใต้จะพัดปกคลุมภาคกลางและภาคตะวันออก รวมทั้งภาคใต้ ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอุณหภูมิจะสูงขึ้น กับมีหมอกหนาเกิดขึ้นได้ในหลายพื้นที่ในระยะนี้ แต่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังมีอากาศหนาวเย็นในตอนเช้าต่อไปอีก

หลังจากนั้นในช่วงวันที่ 6-10 ก.พ. 52 จะมีบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่เสริมเข้ามาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของประเทศไทย ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอุณหภูมิลดลง 1-2 องศา


ข้อควรระวัง

 ในระยะนี้ขอให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะระมัดระวังอันตรายในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกหนาไว้ด้วย



* Forecast2.jpg (36.92 KB, 684x423 - ดู 904 ครั้ง.)

* Earthquake.jpg (31.04 KB, 450x501 - ดู 889 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2009, 12:14:59 AM »

ไทยรัฐ


ปลาไข่...ปิดอ่าว
 
ทรัพยากรสัตว์น้ำ...ในแหล่งธรรมชาติ มีบางช่วงที่ อยู่ในห้วงของความเปราะบาง เช่นในคาบเวลาของการวางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อน เพื่อขยายเผ่าพันธุ์ ตามวงจรชีวิตของสัตว์โลก

ด้วยความเปลี่ยนแปลงทั้งทางสังคมและนิเวศ จึงส่งผลให้ทรัพยากรสัตว์น้ำ ลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะที่เป็นสัตว์เศรษฐกิจทั้งหลาย จนหมิ่นเหม่ถึงขั้นอาจสูญพันธุ์ได้ในอนาคต...

เพราะความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ ที่ทำการประมงแบบไร้จิตสำนึก และขาดความสำนึกรับผิดชอบ 

กรมประมงได้ตระหนักถึงความสำคัญ กับ ปัญหา ทางสังคมที่เกิดขึ้น และหน้าที่ต้องรับผิดชอบดูแลรักษาทรัพยากรสัตว์น้ำของชาติ จึง กำหนดใช้ มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยเฉพาะในช่วงฤดูที่สัตว์น้ำกำลังมีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัววัยอ่อน ทุกๆปี จึงประกาศห้ามชาวประมงใช้เครื่องมือทำการประมงบางชนิด เป็นระยะเวลา 3 เดือน 

ดร.สมหญิง เปี่ยมสมบูรณ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า.....ช่วงปิดทะเลอ่าวไทย ห้ามจับสัตว์น้ำ ฝั่งจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และ สุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ถึง 15 พฤษภาคม...

ซึ่งประกาศมาตรการนี้ใช้มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2496 นับมาถึงปัจจุบันเป็นเวลา 55 ปี ที่ผ่านมา ก็ประสบผลสำเร็จในการรักษาประชากรสัตว์น้ำ แต่ใน ปัจจุบันพบว่าชาวประมงได้พัฒนาดัดแปลง เครื่องมือทำประมงบางชนิดหรือประเภท ให้มีประสิทธิภาพในการจับพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำ และ สัตว์น้ำวัยอ่อน ได้จำนวนมากขึ้น 

ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงอาศัยอำนาจตามกฎหมาย ห้ามใช้เครื่องมือทำการประมงบางชนิดในฤดูปลามีไข่ วางไข่ โดยให้กรมประมงยึดถือเป็นหลักปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และ เข้มงวด กวดขัน

....หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ...!!!

อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า....วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ นี้ กรมประมงจะประกอบพิธีประกาศการใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ (ปิดอ่าวฝั่งทะเลอ่าวไทย) พร้อมปล่อยเรือตรวจประมงทะเล ออกปฏิบัติงานในการควบคุมเพื่อดูแลพื้นที่ฝั่งทะเลอ่าวไทย ณ บริเวณท่าเทียบเรือขององค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร

จึงขอเชิญชวนพี่น้องชาวประมง และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมพิธีปิดอ่าวในครั้งนี้ และ ขอให้พี่น้องชาวประมง โปรดให้ความร่วมมือกับทาง ราชการ งดทำการประมงด้วยเครื่องมือที่ต้องห้าม... ในพื้นที่และระยะเวลาที่กำหนด 

....เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำในทะเล ให้เป็นมรดกของชาติสืบต่อไปอย่างยาวนาน...!!


*******************************************************************************************************************************


พบโลมาอิรวดีตายกว่าครึ่ง จ่อประกาศเป็นเขตอนุรักษ์
 
วานนี้ (4 ก.พ.) นายสำราญ รักชาติ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า ได้รับรายงานจากศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง สถาบันวิจัย และพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน ซึ่งทำหน้าที่เฝ้าระวังโลมาอิรวดีในบริเวณทะเลสาบสงขลา โดยหลังจากช่วงปีงบประมาณ 2551 ที่ผ่านมา พบว่า โลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลาลดจำนวนลงอย่างมาก โดยพบว่ามีการตายมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนโลมาอิรวดีทั้งหมดที่มีราว 30 ตัว ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการใช้อวนปลาบึกของชาวประมงในพื้นที่ที่มีมากขึ้น จนเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อจำนวนประชากรของโลมาอิรวดีในพื้นที่ทะเลสาบสงขลาในอนาคตอันใกล้นี้

ด้านนายสุพจน์ จันทราภรณ์ศิริ หัวหน้าศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง กล่าวว่า ล่าสุดจากการเฝ้าติดตามโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลา ระหว่างเดือนตุลาคม 2551 - มกราคม 2552 พบการตายของโลมาอิรวดีในพื้นที่ไปแล้ว 4 ตัว ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ยังถือว่าน้อยมาก แต่หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ต่อไป อาจจะส่งผลให้โลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลาสูญพันธุ์อย่างแน่นอน

หัวหน้าศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเล กล่าวด้วยว่า สำหรับแนวทางการจัดการนั้น ในเบื้องต้นทางศูนย์ฯ ได้นำทุ่นกันพื้นที่ราว 100 ตารางกิโลเมตร ในทะเลสาบสงขลา จ.พัทลุง ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของโลมาอิรวดี เพื่อให้ชาวประมงระมัดระวังการทำประมงในบริเวณดังกล่าวมากขึ้น และป้องกันอวนปลาบึกของชาวประมง พร้อมประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่อนุรักษ์โลมาอิรวดี ขณะเดียวกัน ยังได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกตรวจตราพื้นที่ดังกล่าว เพื่อเฝ้าระวังการใช้เครื่องมือประมงผิดประเภทด้วย


*******************************************************************************************************************************


กระบี่พลิกวิกฤติพะยูนตาย ขนซากโชว์สร้างสำนึกปชช.



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (3 ก.พ.) หัวหน้าศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงชายฝั่งอันดามัน จังหวัดกระบี่  รับแจ้งจากชาวประมงพื้นบ้านหมู่ที่ 3 บ้านเขาทอง ต.เขาทอง อ.เมืองกระบี่ ว่า พบเห็นซากปลาพะยูนลอยน้ำตายที่บริเวณเกาะทะลุ หรือ เกาะรังนก  จึงส่งเรือตรวจการณ์ทะเล 606 และ 202 ออกตรวจค้นหาพบซากปลาพะยูนเพศเมีย อายุประมาณ 35 ปียาว 2.8 เมตร น้ำหนัก 300ก ิโลกรัม จึงชักลากเข้าฝั่งและมอบซากปลาพะยูนให้ สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลชายฝั่งทะเลและปลาชายเลนจังหวัดภูเก็ตนำไปตรวจพิสูจน์หาสาเหตุการเสียชีวิต และศึกษาด้านชีววิทยาและทำความสะอาดโครงกระดูกเพื่อนำมาเก็บรักษาที่ศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงชายฝั่งอันดามัน จังวัดกระบี่ สำหรับจัดนิทรรศการสร้างจิตสำนึกให้เยาวชนนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน เกิดสำนึกอนุรักษ์ปลาพะยูนให้คงอยู่ตลอดไป

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในรอบเดือน  ก.พ.นี้ พบซากปลาพะยูนลอยนำตายถึง3ตัว ที่ จังหวัดสตูล ตรัง และ กระบี่

บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2009, 12:27:20 AM »

ผู้จัดการออนไลน์


ภูเก็ตกำชับเรือบรรทุกสินค้าหลังเกิดเหตุทิ้งปูนซีเมนต์ในแนวปะการัง
 
  ศูนย์ข่าวภูเก็ต - รองผู้ว่าฯ ภูเก็ตจี้หน่วยงานรับผิดชอบตรวจเรือบรรทุกสินค้าทางทะเล หลังมีการร้องเรียนจากเครือข่ายชุมชายฝั่งอ่าวฉลองกรณีเรือบรรทุกสินค้าทิ้งถุงปูนซีเมนต์ลงบริเวณเกาะราชา ทำให้แนวปะการังทั้งจริงและปะการังเทียมได้รับความเสียหาย
       
       เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 2 ก.พ.  ที่ห้องประชุมเล็กชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นายวรพจน์ รัฐสีมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการประชุมการแก้ไขปัญหาการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งบริเวณเกาะราชา โดยมีนายปิยะ ภะรตะศิลปิน ปลัดจังหวัดภูเก็ต พร้อมทั้งตัวแทนจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุมแก้ไขปัญหาในครั้งนี้
       
       การประชุมในครั้งนี้ สืนเนื่องจากเครือข่ายชุมชนชายฝั่งอ่าวฉลอง โดยนายสุทา ประทีป ณ ถลาง มีหนังสือเสนอแนะต่อท่านผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตเกี่ยวกับการพัฒนาการท่องเที่ยวเกาะราชามีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยแจ้งว่าตามที่จังหวัดภูเก็ตได้มีคำสั่ง 239/2551 ลงวันที่ 28 ก.พ.2551 เรื่องการแต่งตั้งคณะทำงานเข้าไปมีส่วนร่วมจัดการแก้ไขปัญหาทั้งภาคราชการ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และตัวแทนชุมชน เพื่อร่วมในการเสนอแนะแนวทางวิธีการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการบริหารจัดการใช้ทรัพยากรให้เป็นไปอย่างเหมาะสม ปรึกษาหารือ รับฟังความคิดเห็นร่วมกันทุกฝ่าย เพื่อแก้ไขปัญหาและลดความขัดแย้งและร่วมฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเกาะราชา ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด และไม่สามารถดำเนินการใดๆ ต่อผู้ประกอบการได้
       
       ปัญหาที่ได้รับการร้องเรียนจากเครือข่ายฯ ในครั้งนี้ คือ เรือขนส่งวัสดุก่อสร้างของบริษัทเอกชนรายหนึ่งได้ทิ้งถุงปูนซีเมนต์จำนวนหนึ่ง ลงบริเวณเกาะราชาทำให้แนวปะการังได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะแนวปะการังเทียม
       
       ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า มีการขนส่งอุปกรณ์การก่อสร้างที่ชาวบ้านในละแวกนั้นซื้อและฝากขนส่งจากฝั่งร่วมกับสินค้าของโรงแรมบนเกาะราชา ตรวจสอบภายหลังพบว่าเป็นเรือบรรทุกสินค้าของ บริษัทนำชัยขนส่งทางทะเล และปัญหาเรืออวนดำเข้ามาหาปลาบริเวณเกาะราชา และได้เกิดอุบัติเหตุอวนที่ลากปลาไปเกี่ยวเข้ากับโขดหิน ทำให้อวนฉีกขาดประกอบกับมีคลื่นใหญ่ซัดเข้ามาในเรือ ส่งผลต้องทิ้งปลาที่ลากอวนมาได้ก่อนหน้านี้ทะเลเพื่อรักษาเรือไว้ ส่งผลให้ปลาถูกคลื่นซัดเข้าฝั่งเป็นจำนวนมาก
       
       นายวรพจน์ รัฐสีมา กล่าวว่าถึงการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันตนขอให้เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนรับผิดชอบต้องเข้าไปตรวจสอบและควบคุมการขนย้ายทุกชนิดโดยละเอียด โดยเฉพาะเรือบรรทุกสินค้าที่บรรทุกสินค้าปริมาณที่เกินขีดความสามรถของเรือที่จะบรรทุกได้ โดยเฉพาะอุปกรณ์การก่อสร้างต่างๆ เพราะเมื่อเกิดลม พายุ หรือแม้กระทั่งคลื่นขนาดใหญ่ ทำให้ไม่สามมารถควบคุมการทรงตัวของเรือได้
       
       นายวรพจน์ กล่าวต่อว่า ในขณะนี้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น เจ้าหน้าที่จากศูนย์อนุรักษ์ทางทะเล เจ้าหน้าที่จากสถาบันวิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ร่วมกับบริษัทนำชัยขนส่งทางทะเลเก็บซากถุงปูนซีเมนต์ที่ได้ทิ้งลงไปก่อนหน้านี้จนหมดแล้ว ซึ่งบางถุงได้แตกทำให้มีตะกอนติดอยู่ตามแนวปะการัง แก้ปัญหาโดยการเป่าลมจากด้านบนเพื่อให้ตะกอนที่ติดอยู่พัดลอยไปตามกระแสน้ำ
       
       ซึ่งผลจากการทิ้งถุงปูนซีเมนต์ลงทะเลในครั้งนี้ทำให้แนวปะการังได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องมีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอว่ามีฟื้นฟูมากมากขึ้นหรือไม่ และมีบางส่วนที่ไม่สามารถช่วยเหลือไม่ทันเวลาให้มีปะการังตายไปจำนวนหนึ่ง       
       
       ขณะที่ นายปิยะ ภะรตะศิลปิน ปลัดจังหวัดภูเก็ต กล่าวเสนอแนะต่อที่ประชุมว่า ในการขนส่งสินค้าหรืออุปกรณ์การก่อสร้างทางทะเลในแต่ละครั้ง ควรจะมีการขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะตรวจสอบให้ว่ามีการขนส่งน้ำหนักเกินกำหนดหรือไม่ โดยการเพิ่มกฎระเบียบนี้เข้าไปกับใบขออนุญาตการก่อสร้าง

บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2009, 12:34:36 AM »

มติชน


จับแก๊งล่า"โลมาอิระวดี" แล่เนื้อทำ"แดดเดียว"ขายเขมร

นายสำราญ รักชาติ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า ภายหลังมีข่าวสัตว์ทะเลหายากเกยตื้นเสียชีวิต เพราะถูกทำร้ายกลางทะเลค่อนข้างบ่อยในรอบเดือนที่ผ่านมานั้น ตนได้สั่งการเร่งด่วนให้เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนชายฝั่งเข้มงวด และให้เร่งประสานงานกับเครือข่ายชาวบ้านและชาวประมงในพื้นที่ เพื่อสอดส่องการกระทำผิด โดยล่าสุดได้รับการประสานงานจากเครือข่ายประมงพื้นบ้าน ที่จับตาพฤติกรรมแก๊งค์ล่าโลมา จ.ตราด ซึ่งจะออกล่าโลมาอิระวดีหรือโลมาหัวบาตร เพื่อส่งขายพ่อค้าประเทศกัมพูชาให้ทำเป็นเนื้อโลมาแดดเดียว โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 5 คน ขณะที่กำลังออกล่าโลมาอยู่กลางทะเล

"แก๊งล่าโลมาดังกล่าวปฏิบัติการมานาน จะจับโลมาอิระวดีตัวเป็นๆ ใส่กระชัง เพื่อล่อให้โลมาตัวอื่นๆ มาติดกับดัก โดยการนำกระชังไปผูกติดกับเรือ แล้วลากช้าๆ ปกติแล้วโลมาเป็นสัตว์ฉลาด จึงต้องจับโลมาเป็นๆ มาล่อ ถือเป็นวิธีที่โหดร้าย หลังจากได้โลมามาแล้ว จะส่งไปขายยังเขมร เพื่อให้พ่อค้าแล่เนื้อทำเป็นโลมาแดดเดียวขายอีกต่อหนึ่ง ถือว่าเป็นการทำตาม พ.ร.บ.ประมง พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า" นายสำราญ กล่าว

ด้านนายสมชาย มั่นอนันตทรัพย์ นักวิชาการประมง ทช. กล่าวว่า สาเหตุที่มีข่าวสัตว์ทะเลหายากเกยตื้นและโดนทำร้าย เป็นเพราะเวลานี้ทช.ได้ประสานงานกับเครือข่ายต่างๆ จำนวนมาก และเครือข่ายเหล่านี้ให้ความร่วมมือในการแจ้งข่าวคราวที่เกิดขึ้นกับสัตว์ทะเลหายากมาก จึงมีข่าวเรื่องนี้ออกมาอย่างสม่ำเสมอ

"สำหรับสถานการณ์ของสัตว์ทะเลหายากในขณะนี้ ถือว่าค่อนข้างทรงตัว ภาพรวมคร่าวๆพบว่า โลมาทุกชนิดในทะเลทั้งอ่าวไทยและอันดามันมีอยู่ประมาณ 300 ตัว วาฬชนิดใหญ่ ในอ่าวไทยมีประมาณ 11 ตัว เจอบ่อยสุดที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เช่น บรูด้า ที่อันดามันก็มีให้เห็นบ้าง เช่น วาฬเพชรฆาต วาฬเพชรฆาตดำ" นายสมชาย กล่าว


**************************************************************************************************************************


สึนามิดึกดำบรรพ์ ในทะเลอันดามัน ฝั่งไทย เคยเกิดเมื่อ 600 ปีที่แล้ว

จากงานวิจัยเรื่อง "Medieval forewarning of the 2004 Indian Ocean Tsunami in Thailand พิมพ์ในวารสาร Nature, V. 445, p.1,228-1,231, 30 ตุลาคม พ.ศ.2551


 
เหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2547 นับว่าเป็นเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีความรุนแรง และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินมากที่สุดในประวัติการณ์ มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์มากกว่า 220,000 คน ใน 11 ประเทศ

อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้มากที่สุด และเป็นประเทศที่มีจารึกทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสึนามิยาวนานถึง 400 ปี แต่ไม่มีการกล่าวถึงเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงเท่าเหตุการณ์ เมื่อปี 2457 ในประเทศไทยเองก็ไม่มีจารึกทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงสึนามิที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเลย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ไม่คาดฝันสำหรับคนไทย

งานวิจัยนี้เป็นผลการศึกษาชิ้นแรกที่ยืนยันว่าเหตุการณ์สึนามิที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2547 ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เคยมีสึนามิขนาดใหญ่เกิดขึ้นในมหาสมุทรอินเดียมาแล้วหลายครั้ง

สึนามิที่มีความรุนแรงคล้ายกับเหตุการณ์เมื่อ วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2547 เคยเกิดขึ้นในเมืองไทยมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งครั้งล่าสุดเกิดเมื่อประมาณ 600-700 ปีที่แล้ว

อายุของเหตุการณ์สึนามิที่ได้จากการศึกษาในประเทศไทยนั้น สอดคล้องกับข้อมูลการศึกษาที่บริเวณเมืองอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย โดยทีมวิจัยจากสหรัฐอเมริกา

การพบตะกอนสึนามิโบราณที่มีอายุใกล้เคียงกันในสองประเทศที่ต่างก็ได้รับผลกระทบที่ร้ายแรงจากเหตุการณ์สึนามิ เมื่อปี 2547 ทำให้เชื่อว่าเหตุการณ์สึนามิ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2547 ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกและไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงคล้ายกันอาจมีได้ในอนาคต



สึนามิโบราณในประเทศไทย   เผยแพร่ทั่วโลกในวารสาร Nature

ผลงานวิจัยเรื่อง "สึนามิโบราณในประเทศไทย" โดย ดร.เครือวัลย์ จันทร์แก้ว ผศ.ดร. มนตรี ชูวงษ์ ผศ.ดร. ฐาสิณีย์ เจริญฐิติรัตน์ ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature ซึ่งเป็นวารสารของประเทศอังกฤษที่เผยแพร่ผลงานวิจัยทางวิชาการที่ได้รับการยอมรับเป็นอันดับหนึ่งของโลก นอกจากนี้ยังได้รับการเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ BBC News ไปทั่วโลกอีกด้วย


ทะเลอันดามัน แผนที่แสดงฉากและบ้านเมืองต่างๆ ในพระอภัยมณีอยู่ทางทะเลอันดามัน เสนอโดย "กาญจนคพันธ์" (ขุนวิจิตรมาตรา) เป็นท่านแรก ตั้งแต่ พ.ศ.2490

ดร.เครือวัลย์ จันทร์แก้ว เปิดเผยถึงเหตุผลที่ทำให้งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร Nature เนื่องจากเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่ยืนยันว่าเคยเกิดสึนามิในมหาสมุทรอินเดียมาแล้วหลายครั้งในอดีต

งานวิจัยเรื่องนี้เริ่มศึกษามาตั้งแต่ปี 2547 โดยเริ่มจากการศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสึนามิบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทย 6 จังหวัด ได้แก่ จ.ภูเก็ต จ.พังงา จ.ระนอง จ.กระบี่ จ.ตรัง และ จ.สตูล

ผลงานที่ตีพิมพ์นี้เป็นการรายงานการค้นพบหลักฐานทางธรณีวิทยาที่ยืนยันได้ว่า ในอดีตประเทศไทยเคยเกิดสึนามิขึ้นมาแล้ว และเหตุการณ์ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 600 ปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มว่าเป็นสึนามิที่มีขนาดใหญ่พอๆ กับเมื่อปี 2547

เหตุผลที่นักวิจัยศึกษาวิจัยเรื่องนี้เนื่องจากเมื่อย้อนไปก่อนปี พ.ศ.2547 คนส่วนใหญ่ไม่คิดว่าสึนามิจะเกิดขึ้นได้ในประเทศไทย แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์สึนามิ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ขึ้นมา ก็เกิดคำถามขึ้นมาในวงวิชาการว่า จะมีโอกาสเกิดซ้ำได้อีกหรือไม่ ถ้าเราสามารถหาหลักฐานได้ว่าประเทศไทยเคยเกิดภัยพิบัติสึนามิมาแล้วในอดีตก็จะมีส่วนช่วยในการประเมินความเสี่ยงของพื้นที่ เพื่อที่ชาวบ้านหรือคนที่อยู่ในพื้นที่ชายฝั่งนั้นๆ จะได้เตรียมรับมือกับมหันตภัยดังกล่าว ตลอดจนลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น

การวิจัยครั้งนี้ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากหลายแหล่งทั้งจากจุฬาฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หน่วยงานธรณีวิทยาของสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และมหาวิทยาลัยวอชิงตัน (ซีแอตเติล) เป็นต้น ใช้เวลาในการทำวิจัยกว่า 2 ปี

การหาหลักฐานของสึนามิจะต้องเดินทางเข้าไปในพื้นที่จริง และขุดเพื่อหาหลักฐานตะกอนที่ถูกพามาสะสมโดยสึนามิ โดยได้ลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูลในพื้นที่ของ จ.ภูเก็ต และ จ.พังงา ขุดลงไปในพื้นดินลึกประมาณ 1 เมตร

บริเวณที่ศึกษาโดยละเอียดและนำไปสู่การตีพิมพ์ในครั้งนี้คือเ กาะพระทอง จ.พังงา ซึ่งพบชั้นตะกอนทรายสึนามิโบราณทั้งหมด 3 ชั้น แทรกอยู่ระหว่างชั้นดินสีดำ ซึ่งทั้งหมดถูกปิดทับโดยชั้นตะกอนสึนามิเมื่อปี 2547 ที่มีความหนา 5-20 เซนติเมตร


แผนที่โบราณแสดงเมืองต่างๆ ในประเทศลังกาและมหาสมุทรอินเดีย มีเกาะนาควารี คือนาควารินทร์สินธุ์สมุทรในพระอภัยมณี (จากหนังสือ สมุดภาพไตรภูมิฉบับกรุงศรีอยุธยา-ฉบับกรุงธนบุรี เล่ม 2, กรมศิลปากร, 2542)

ดร.เครือวัลย์กล่าวต่อไปว่า ผู้วิจัยได้เก็บตัวอย่างจากเปลือกไม้จำนวนหลายตัวอย่างที่อยู่ระหว่างรอยต่อของชั้นดินกับชั้นทรายสึนามิโบราณชั้นบนสุด และส่งตัวอย่างนี้ไปตรวจหาอายุที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ผลปรากฏว่าได้อายุที่ใกล้เคียงกันมาก คือ 600 ปี ทำให้เราทราบว่า เหตุการณ์สึนามิครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 600 ปีที่แล้ว ส่วนตะกอนทรายสึนามิโบราณอีก 2 ชั้น ที่อยู่ลึกลงไป ยังไม่สามารถหาอายุได้อย่างแน่ชัด แต่จากอายุของตัวอย่างหอยที่อยู่ลึกลงไปทำให้คาดว่า ชั้นทรายสึนามิโบราณอีก 2 ชั้นนี้มีอายุน้อยกว่า 2,800 ปี

ผลงานวิจัยนี้ช่วยยืนยันว่า ฝั่งทะเลอันดามันของบ้านเราเคยเกิดสึนามิมาก่อน และเป็นไปได้ว่าเกิดขึ้นมาแล้วมากกว่า 1 ครั้ง ซึ่งจะจุดประกายความคิดให้กับภาครัฐในการให้ความสำคัญต่อการให้การศึกษากับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ชายฝั่ง เพื่อให้ทราบถึงภัยจากสึนามิและให้รู้วิธีปฏิบัติตนเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นในอนาคต

ในบริเวณนี้อาจมีสึนามิเกิดขึ้นอีกในอนาคต เพียงแต่ไม่สามารถบ่งบอกวันเวลาที่ชัดเจนได้ แต่หากช่วงเวลาที่จะเกิดขึ้นยิ่งนานออกไปเท่าใด ความรุนแรงก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากลักษณะของการเกิดแผ่นดินไหว โดยเฉพาะบริเวณที่มีการมุดตัวของแผ่นเปลือกโลกนั้น เมื่อแผ่นเปลือกโลกเคลื่อนที่เข้าหากัน เปลือกโลกที่มีองค์ประกอบที่หนักกว่าก็จะมุดตัวลงไปด้านล่าง ในขณะที่เปลือกโลกที่อยู่ด้านบนก็ถูกดันขึ้นเรื่อยๆ และเกิดการสะสมของแรงเครียด เมื่อเสียดสีกันมากขึ้นก็จะยิ่งเกิดแรงเครียดสะสมมากขึ้น เมื่อไม่สามารถรับได้ต่อไป เปลือกโลกที่อยู่ด้านบนก็จะดีดออก ทำให้เกิดแผ่นดินไหวพร้อมกับมีการเคลื่อนที่ของน้ำและเกิดเป็นสึนามิขึ้น

ฉะนั้น ยิ่งมีการสะสมของแรงเครียดเป็นเวลานานเท่าไร ขนาดของแผ่นดินไหวและสึนามิที่จะเกิดตามมาก็ยิ่งมีความรุนแรงมากขึ้นตามไปด้วย



พระอภัยมณีของสุนทรภู่

มีฉากอยู่ทะเลอันดามัน


(จากหนังสือ สุนทรภู่เกิดวังหลัง ผู้ดี "บางกอก"ฯ ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2547)

เรื่องพระอภัยมณีมีต้นเหตุเกิดเมื่อท้าวสิลราชเจ้าเมืองผลึก พาลูกสาวชื่อสุวรรณมาลีไปเที่ยวทะเลแล้วถูกพายุ "ถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนเป็นคลื่นคลั่ง เรือที่นั่งซัดไปไกลนักหนา จนพ้นแดนแผ่นดินสิ้นสายตา ไม่รู้ว่าจะไปหนตำบลใด" จึงตั้งพิธีเซ่นผีปู่เจ้าเพื่อถามทางว่าอยู่ที่ไหน? แล้วจะต้องกลับบ้านเมืองทางไหน? ปู่เจ้าบอก (ตอนเมาๆ) ว่า

ฝ่ายปู่เจ้าหาวเรอเผยอหน้า นั่งหลับตาเซื่องซึมดื่มอาหนี

แล้วว่ากูปู่เจ้าเขาคีรี ทะเลนี้มิใช่แคว้นแดนมนุษย์

ปรอทแร่แม่เหล็กก็มีมาก ชื่อว่านาควารินทร์สินธุ์สมุทร

ฝูงนาคมาอาศัยด้วยไกลครุฑ ถ้ายั้งหยุดอยู่ที่นี่จะมีภัย

แล้วเรื่องวุ่นๆ ทั้งหลายก็เกิดขึ้นรอบๆ ทะเล "นาควารินทร์สินธุ์สมุทร" นี่ทั้งนั้น อันเป็นชื่อที่สุนทรภู่เอามาจากเกาะนาควารี หรือ Nicobas Islands อยู่กลางทะเลอันดามัน ซึ่งมีเกาะใหญ่น้อยจำนวนมากเรียงรายตามแนวเหนือใต้ แต่มีหมู่เกาะใหญ่และสำคัญ 2 หมู่ ยาวต่อเนื่องกันคือ หมู่เกาะอันดามัน (Andaman Islands) อยู่ตอนบน กับ หมู่เกาะนิโคบาร์ (Nicobar Islands) อยู่ตอนล่าง



เกาะแก้วพิสดาร

ในจินตนาการสุนทรภู่

อยู่ทะเลอันดามัน


(จากหนังสือ สุนทรภู่เกิดวังหลัง ผู้ดี "บางกอก"ฯ ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2547)

เมื่อท้าวสิลราชเจ้าเมืองผลึกกับลูกสาวคือสุวรรณมาลีติดมรสุมอยู่กลางมหาสมุทร (อินเดีย) ปู่เจ้าบอกทางรอดว่า "จงตัดคลื่นฝืนไปทิศอีสาน จะพบพานผู้วิเศษข้างเพทไสย"

เมื่อมุ่งไปทางทิศอีสานก็ได้พบ-พระฤๅษีเกาะแก้วพิสดาร-จริงๆ แสดงว่าเกาะแก้วพิสดารอยู่ในเขตทะเลอันดามันหรือที่ใดที่หนึ่งของมหาสมุทรอินเดีย ไม่ใช่ "เกาะเสม็ด" ในอ่าวไทยที่จังหวัดระยองอย่างที่เข้าใจกัน

บนเส้นทางคมนาคมการค้าในทะเลอันดามันนี้เองมี "เกาะแก้วพิสดาร" ของพระฤๅษีผู้วิเศษอยู่ด้วย ฉะนั้นจึงมี "พวกเรือแตกแขกฝรั่งแลอังกฤษ ขึ้นเป็นศิษย์อยู่สำนักนั้นหนักหนา"

สรุปว่าเกาะแก้วพิสดารในจินตนาการของสุนทรภู่อยู่ทางใต้ของทะเลอันดามัน ค่อนลงไปทางเกาะสุมาตรากับเกาะชวาของอินโดนีเซีย

บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #4 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2009, 12:37:37 AM »

ข่าวสด


ป่ากระบี่โดนรุกหนัก 1ปี กว่า 2 พันไร่

กระบี่ - นายวีระศักดิ์ ภราปัญจะ หัวหน้ากลุ่มงานทรัพยากรธรรมชาติ จ.กระบี่ เปิดเผยว่า พื้นที่ป่าของจ.กระบี่ มีเนื้อที่ 2,942,820 ไร่ จากการสำรวจในปี 2550 พบว่ามีป่าสมบูรณ์เหลือประมาณ 544,446 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 18.50 ของพื้นที่จังหวัด แยกเป็นป่าบก เนื้อที่ 326,230 ไร่ ป่าชายเลน เนื้อที่ 218,216 ไร่ พื้นที่ป่าบกที่มีความสมบูรณ์ อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พื้นที่ป่าชายเลนมีความสมบูรณ์ครอบคลุม 5 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองกระบี่ เหนือคลอง คลองท่อม อ่าวลึก และเกาะลันตา นอกจากนี้มีพื้นที่ป่าที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ เช่น ป่าเขาประ-บางคราม อ.คลองท่อมและลำทับ ป่าเขาพนมเบญจา อ.เมือง อ.อ่าวลึกและเขาพนม ป่าอ่าวนางและป่าหางนาค อ.เมือง

นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับการดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดกฎหมายตัดไม้ทำลายป่า ในปี 2550 มีการดำเนินคดี 97 คดี เนื้อที่ป่าถูกบุกรุก 1,957 ไร่เศษ จับกุมผู้ต้องหา 135 คน ในปี 2551 มีการดำเนินคดีเพิ่มขึ้นถึง 237 คดี รวมเนื้อที่ที่ถูกบุกรุก 2,267 ไร่เศษ และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 137 คน ในส่วนของการเพิ่มพื้นที่ป่า หลังจากที่ยึดคืนจากผู้กระทำผิดได้ จะมีการนำพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ เข้าไปปลูกทดแทน ซึ่งก็ได้ดำเนินการไปแล้วอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่

บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #5 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2009, 12:41:59 AM »

X-cite  ไทยโพสต์


'สมิทธ'ตื่นตูม  จุฬาฯโต้ข้อมูลมั่ว

ซัด "สมิทธ" มั่วนิ่มเตือนภัยพิบัติ ข้อมูลเลื่อนลอย นักวิชาการจุฬาฯ รวมตัวยืนยันโอกาสเกิดสตอร์มเซิร์จเป็นไปได้น้อยมาก

ส่วนแกนโลกเอียงเข้าหาดวงอาทิตย์ก็ไม่ส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อนถล่มไทย  ชี้เป็นปรากฏการณ์ปกติ  น้ำท่วมสูง 7 เมตร ต้องรอให้มนุษยชาติสูญสิ้นก่อน น้ำแข็งขั้วโลกถึงจะละลายหมด

เมื่อวันที่  4 กุมภาพันธ์ ที่อาคารมหามกุฎ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการจัดเสวนาหัวข้อ "โลกเปลี่ยน  ฤดูเปลี่ยน  ภูมิอากาศเปลี่ยน"  ภายหลังจากที่นายสมิทธ ธรรมสโรช  อดีตผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ  ออกมาระบุก่อนหน้านี้ว่า การเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติในขณะนี้มีความผิดปกติ ชายฝั่งภาคตะวันออกด้านอ่าวไทยจะเกิดสตอร์มเซิร์จขนาดกลางและเล็ก  และอุณหภูมิในปีนี้จะสูงถึง  42  องศาเซลเซียส  อันเกิดจากแกนของโลกเอียงเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้น ทำให้เกิดคลื่นความร้อนหรือฮีตเวฟ

ดร.สธน  วิจารณ์วรรณลักษณ์  ภาควิชาฟิสิกส์  จุฬาฯ ชี้ว่า ข้อมูลดังกล่าวคลาดเคลื่อน ไม่สมบูรณ์  สร้างความเข้าใจผิดและแตกตื่นให้กับสังคม สำหรับสตอร์มเซิร์จหรือคลื่นพายุซัดฝั่งนั้น   โดยทั่วไปจะมีความรุนแรงเมื่อพายุมีความเร็วลมสูงกว่า  100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรืออยู่ในระดับพายุโซนร้อนถึงพายุไต้ฝุ่น  แต่ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเจอปรากฏการณ์คลื่นพายุซัดฝั่งรุนแรง 3 ลูก โดยพายุไต้ฝุ่นเกย์ มีอัตราความเร็วลมสูงที่สุดคือ 120 กม./ชม. ความสูงคลื่นบริเวณใกล้ศูนย์กลาง  9  เมตร แต่พายุค่อยๆ ลดความเร็วเมื่อเข้าสู่ฝั่งที่จังหวัดชุมพร คลื่นสูงเพียง 2 เมตร ส่วนกรุงเทพฯ ไม่ได้รับผลกระทบเลย

ดร.สธนระบุอีกว่า   โอกาสของคลื่นพายุซัดในพื้นที่ประเทศไทยเป็นไปได้น้อยมาก เพราะลักษณะภูมิศาสตร์ของไทยมีปราการธรรมชาติอยู่  2  ด้าน ทิศตะวันตกมีประเทศพม่า ทิศตะวันออกมีกัมพูชาและเวียดนาม   ช่วยป้องกันลมพายุที่จะเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง  เมื่อพิจารณาเส้นทางพายุเข้าอ่าวไทยในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม จะพบว่ามีเส้นทางผ่านจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร นครศรีธรรมราช และข้ามไปฝั่งทะเลอันดามัน พายุไม่สามารถเบี่ยงกระแสทิศทางเข้าสู่ภาคใต้ตอนบนหรือกรุงเทพฯ ได้เลย  อิทธิพลพายุจะเป็นลักษณะฝนตกหนักและน้ำท่วมมากกว่า

"โดยสรุปพื้นที่เสี่ยงภัยต่อสตอร์มเซิร์จจะอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออกในเขต จ.ประจวบคีรีขันธ์ ลงไป  แต่โอกาสไม่สูงนัก  ล่าสุดเมื่อปี  2540 พายุโซนร้อนลินดา มีความเร็วลม 70  กม./ชม.  คลื่นสูง  3 เมตร ปรากฏว่าไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบ้านเรือนเสียหายแต่อย่างใด เพราะปัจจัยที่ส่งผลต่อความแรงของพายุไม่มาก   อีกทั้งในปัจจุบันความก้าวหน้าในการติดตามทางเดินของพายุ และการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าได้มากกว่า  5 วัน ซึ่งเพียงพอต่อการเตรียมแก้ไขสถานการณ์ จึงอยากให้สังคมเข้าใจและไม่ควรตื่นตระหนก"

นักวิชาการฟิสิกส์   จุฬาฯ กล่าวอีกว่า ในประเด็นที่วิเคราะห์ว่าอีก 10 ปีข้างหน้า น้ำจะท่วมสูงถึง  7  เมตร ปากอ่าวอยู่ที่จังหวัดสระบุรีนั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากน้ำแข็งขั้วโลกเหนือที่กรีนแลนด์จะต้องละลายทั้งหมดภายใน   10 ปี จนไม่มีน้ำแข็งเหลืออยู่เลย แต่ข้อเท็จจริงแล้วน้ำแข็งขั้วโลกอยู่มานานกว่า  6 แสนปีแล้ว ไม่มีทางที่น้ำแข็งจะละลายทั้งหมดได้ในระยะเวลาสั้นๆ  จากรายงานยืนยันขององค์กรนานาชาติ (IPCC)  ระบุว่า ปัจจุบันน้ำทะเลสูงขึ้นเพียง 3.1 มิลลิเมตรต่อปีเท่านั้น

ผศ.พงษ์  ทรงพงษ์  ภาควิชาฟิสิกส์  จุฬาฯ กล่าวถึงกรณีแกนโลกเอียงว่า เป็นปรากฏการณ์ธรรมดาคือ  แกนหมุนโลกชี้ไปทางดาวเหนือ  เอียง  23.5  องศา เนื่องจากโลกพยายามรักษาทิศทางของแกนหมุนของโลก  ทำให้เกิดแต่ละตำแหน่งบนโลกได้รับแสงแดดปริมาณไม่เท่ากัน   ส่งผลให้เกิดฤดูกาลต่างๆ ขึ้นมา  ส่วนแกนโลกที่เปลี่ยนมุมเอียงจากประมาณ  22.5 องศา เป็น   24.5   องศา  เปลี่ยนกลับไปมาเช่นนี้อยู่ตลอดเวลา  ไม่ได้เป็นปัจจัยต่อภาวะโลกร้อน หรือทำให้เกิดคลื่นความร้อนอย่างที่มีการออกมาเตือนกัน เพราะคาบเวลาของการเกิดผลกระทบรุนแรงนั้นยาวนานเกินอารยธรรมมนุษย์   จึงไม่ต้องการให้ประชาชนตื่นตระหนก หรือหลงเชื่อข้อมูลที่หวังนำมาใช้ประชาสัมพันธ์ตัวเอง

ด้าน ผศ.ดร.สมบัติ  อยู่เมือง ภาควิชาธรณีวิทยา จุฬาฯ กล่าวเช่นเดียวกันว่า แกนโลกเอียงเข้าหาดวงอาทิตย์ไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  หรือภาวะโลกร้อน  เพราะยังมีปัจจัยอีกหลายประการที่ควรศึกษาวิเคราะห์   ไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นอย่างเลื่อนลอย ปราศจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้ จากการติดตามการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในเชิงพื้นที่ประเทศไทย  ตั้งแต่ปี 2539-2548 พบว่าอุณหภูมิส่วนใหญ่คงที่ และที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 1 องศา อยู่ในพื้นที่ภาคอีสานและตอนกลางของประเทศเป็นหลัก.

บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #6 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2009, 12:44:10 AM »

แนวหน้า


แฉพื้นที่ชุมน้ำถูกคุกคามหนัก ทส.ปลุกชุมชนช่วยกันอนุรักษ์    
 
 นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) กล่าวในการเปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่องพื้นที่ชุมน้ำกับนโยบายรัฐบาลว่า รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญของพื้นที่ชุมน้ำ ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ ตั้งแต่ปี 2541 โดยเสนอพื้นที่ชุ่มน้ำควรขี้เสียน เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง เป็นแรมซ่าไซด์แห่งแรกของประเทศไทย และได้ดำเนินการประกาศพื้นที่ชุมน้ำเพิ่มขึ้นจนถึงขณะนี้มี 11 แห่ง

 อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมาพบว่าพื้นที่ชุมน้ำยังถูกคุกคาม นำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์ ประชาชนทั่วไปยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของพื้นที่ชุมน้ำ ซึ่งเป็นระบบริเวศที่มีความสมบูรณ์ของสรรพชีวิต เป็นแหล่งน้ำ แหล่งทรัพยากรที่มนุษย์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ และมีบทบาทช่วยส่งเสริมรักษาความสมดุลของธรรมชาติ ซึ่งจะต้องสร้างความเข้าใจกับชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ตระหนัก และสร้างความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งรัฐบาลมีนโยบาย "หนึ่งจังหวัด หนึ่งพื้นที่ชุมน้ำ" และพร้อมที่จะผลักดันสนับสนุนทางด้านงบประมาณ

 นายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) จัดทำแผนการบริหารจัดการพื้นที่ชุมน้ำ 5 ปี และได้ปฏิบัติตามข้อแนะนำและข้อตกลงตามอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยในปี 2551 ที่ผ่านมา มีการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาสมัยที่ 10 ที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี มีมติหลายประเด็นในการดำเนินงานของอนุสัญญาฯ และข้อตกลงพหุภาคีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งกระทรวงฯก็ได้ให้ความสำคัญนำเสนองบประมาณในการสนับสนุนตามแผน 5 ปี 12,000 ล้านบาท และในปีนี้ได้เสนองบกระตุ้นเศรษฐกิจ กลางกลางปีของรัฐบาล 780 ล้านบาทในการอนุรักษ์และพัฒนาลุ่มน้ำ 

บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.2 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.108 วินาที กับ 20 คำสั่ง